บทความ

บทความน่าสนใจ

สาระความรู้เกี่ยวกับสายตาที่เราอัพเดทให้คุณได้ติดตาม เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเองและครอบครัว และคนที่ท่านรัก

เป็นบทความที่เขียนด้วยนายแพทย์ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


Irritation of the eyes before removing the lens (less common).

After wake up if symptoms occur before removing lens may caused by lens moved to white eye, Check for exactly lens position before removing lens.

Irritation of the eyes after removing the lens.

If you feel discomfort after removing lens. The usually main cause  is ‘Lens is not moved before removing’. However eye irritation symptoms often decrease and disappear after 1-2 hours, If not feel better after removing for 2 hours. Please call to consult doctor Bird or go to ophthalmologist closer to home.

If you feel discomfort after removing lens. In the following days should make lens move first then remove the lens will cause no discomfort after taking lens off (If it still irritate to the eyes, Please call to consult Dr. Bird ).

Can make a moving lens by

  • After wake up, 1-3 drops of artificial tears on each side of the eye.
  • Close your eyes and draws the end of eye lid(outer canthi of the eye) to temporal side 30 times.
  • Then open your eyes and look at mirror. Try to use finger pressure on upper eyelid. Notice rim of cornea that the lens is moved when pressure on upper eyelid. If so, then the lens is removable.
  • If lens does not move, Repeat to the top or may be do another activities. Such as brushing teeth, bathing (Be careful : Do not open your eyes too wide while washing your face)  By during other activities you can open your eye as normal. Then back to remove the lens. Usually lens moves after waking up 30 minutes.
  • If the lens is moved hard every day. Please call to make an appointment.
  • If lens does not move while removing. May cause eye discomfort, eye irritation, conjunctivitis(Pink eye) and blurred vision after take lens off. If you still feel discomfort after 1 hour of removing, Please call consult Dr. Bird.


Eye gunk (Eye discharge)

The normal eye gunk (Eye discharge)

– In the initial of using lens. When you wake up, there may be have eye gunk more than normal. However it will gradually decreases in the first week until there is a little at last.

– After washing your face when you wake up. During the day, there should be no more eye gunk.

The abnormal eye gunk (Eye discharge)

– After washing your face when you wake up. During the day, there is continuous eye gunk.

– If you have green eye gunk (Eye discharge) all day. That is risk of eye infections. Do not ignore!! Quickly call the Dr. Bird.

Call 064-141-9393 or Line id: bird_od

If can not contact. Please go to the nearest eye specialist immediately.

“When you have the eye gunk (Eye discharge) during day. Should stop using of OK Lens or another types of contact lenses. Then call Dr. Bird for your safety “



ค่าสายตากลับมาสั้นหรือกลับมาเอียงหลังทำเลสิก

            ส่วนใหญ่หลังจากทำเลสิกแล้วค่าสายตาที่ผิดปกติมักจะหายไปจนหมด หรือเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่า มีผู้ป่วยหลายคนอาจจะกลับมามีปัญหาค่าสายตาผิดปกติได้อีกครั้ง

ขั้นตอนการทำเลสิก (LASIK)

            การทำเลสิกจะต้องผ่านการพิจารณาของจักษุแพทย์ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาจากหลายสาเหตุ เช่น อายุ ความหนาของกระจกตาเพียงพอกับค่าสายตาที่จะแก้ไขหรือไม่ ไม่มีโรคทางกระจกตา เช่น กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนการทำเลสิกมีดังนี้

  1. การแยกชั้นกระจกตา และทำการเปิดผิวกระจกตาขึ้นมาเพื่อที่จะทำการยิงเลเซอร์ในขั้นตอนต่อไป

  1. การยิงเลเซอร์ลงไปในชั้น Stroma ของกระจกตา เพื่อทำการปรับเปลี่ยนความโค้งตามค่าสายตาที่ได้คำนวนไว้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้กระจกตาบางลง

  1. หลังจากยิงเลเซอร์เพื่อปรับเปลี่ยนความโค้งกระจกตาเรียบร้อยแล้ว จักษุแพทย์จะนำผิวของกระจกตาที่เปิดค้างไว้กลับมาไว้ในตำแหน่งเดิม โดยจะครอบอยู่เหนือบริเวณที่ทำการยิงเลเซอร์พอดี

ที่มา : https://eent.co.th/lasik/meaning/

การทำเลสิก (LASIK) สามารถทำได้กี่ครั้ง?

การทำเลสิกขึ้นอยู่กับความหนาของกระจกตา หากคนไข้ที่ทำเลสิกครั้งแรกแล้วกลับมามีปัญหาเรื่อง ค่าสายตาผิดปกติอีก จักษุแพทย์จะพิจารณาความหนากระจกตาของคนไข้ที่เหลือจากการทำเลสิกครั้งแรก หากความหนาของกระจกตายังเหลือหนาพอ คนไข้อาจจะสามารถทำเลสิกซ้ำอีกครั้งได้ แต่หากคนไข้มีกระจกตาที่บางลงมากจนไม่สามารถทำเลสิกซ้ำได้ อาจจะแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติด้วยวิธีอื่น เช่น

  1. การใส่แว่นสายตา เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่เลือกทำเลสิกเนื่องจากไม่ชอบใส่แว่นสายตา โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ เนื่องจากเลนส์แว่นตาจะมีขนาดหนาและหนัก
  2. การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาด อาจจะใส่ได้ในคนที่รูปร่างของกระจกตาไม่เปลี่ยนแปลงจนต่างจากคนปกติมากนัก ในผู้ที่ทำเลสิกแก้ไขค่าสายตาเยอะ รูปร่างของกระจกตาจะยิ่งต่างจากคนปกติมาก ทำให้การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปจะใส่ได้ไม่พอดี ซึ่งสังเกตได้โดยที่ หากคนไข้ใส่แล้วมีอาการไม่สบายตา เลนส์เลื่อนไปเลื่อนมา ใส่คอนแทคเลนส์ค่าสายตาถูกต้องแต่มองเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฯลฯ ดังนั้นการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มจึงควรได้รับการตรวจตาโดยผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถใส่ได้หรือไม่
  3. โอเคเลนส์ (Orthokeratology Lens) (Ortho – K Lens) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่ไม่ชอบใส่แว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากโอเคเลนส์เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษที่ใส่เฉพาะเวลานอนเท่านั้น โดยเลนส์จะแก้ค่าสายตาที่เหลือจากการทำเลสิกได้ แต่การใส่โอเคเลนส์สำหรับผู้ที่เคยทำเลสิกมาแล้วนั้นจะยากกว่าคนปกติ เพราะการใส่โอเคเลนส์นั้นขึ้นอยู่กับความโค้งกระจกตา หากกระจกตามีความนูนมาก หรือแบนมาก มักจะทำให้ใส่ยากมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจใส่เลนส์กดตา จะต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าการโอเคเลนส์จะมีโอกาสแก้ไขค่าสายตาผิดปกติที่เหลือได้เท่าใด
  4. คอนแทคเลนส์สั่งตัดชนิดต่างๆ เช่น Scleral Lens, Hybrid Lens, RGP Lens, Semi-hard Lens, GP Lens, เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม, Custom Soft Lens  for post LASIK (เลนส์นิ่มสั่งตัดเฉพาะผู้ที่เคยทำเลสิก) ฯลฯ คอนแทคเลนส์ทุกชนิดที่กล่าวมาสามารถใช้กับผู้ที่เคยทำเลสิกมาได้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อแนะนำคนไข้ว่าเหมาะสมกับคอนแทคเลนส์ชนิดใดมากที่สุด

ภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Corneal Lens และย้อมสีด้วย Fluorescent เพื่อดูความพอดีของคอนแทคเลนส์ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดเลสิกมาแล้ว พบว่าบริเวณตรงกลางตาดำจะเห็นสีที่ย้อมได้ชัดเจนกว่าบริเวณอื่น (Central pooling)  เนื่องจากกระจกตาบริเวณตรงกลางจะแบนมากหลังทำเลสิก ทำให้มีช่องว่างระหว่างกระจกตาและเลนส์มากนั่นเอง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้คอนแทคเลนส์ที่มีผิวหลังแบบ Reverse Geometry เพื่อลดช่องว่างระหว่างกระจกตากับคอนแทคเลนส์

ภาพแสดงแผนที่กระจกตา (Corneal Mapping) ของคนไข้ที่ทำเลสิกแก้ไขสายตาสั้นมาแล้ว จะเห็นว่าความโค้งกระจกตา (Axial / Sagittal Curvature) ในรูปซ้ายบนบริเวณตรงกลางคือ 34.9 D ซึ่งนับว่ากระจกตาแบนมาก นอกจากนี้ความหนาของกระจกตา (Corneal Thickness) ในรูปซ้ายล่างบริเวณตรงกลางคือ 442 ไมครอน (ความหนาของกระจกตาปกติจะไม่ต่ำกว่า 520 ไมครอน ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่ากระจกตาบาง)



รู้หรือไม่ ? ดวงตาของมนุษย์ได้รับสารกันเสียก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน

สารกันเสียคือสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค จึงสามารถสร้างความเสียหายต่อดวงตาได้ ซึ่งดวงตาของมนุษย์มักจะได้รับสารกันเสียจาก

  1. น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกชนิด
  2. น้ำตาเทียมแบบรายเดือนทุกแบรนด์ (น้ำตาเทียมแบบรายวันทุกแบรนด์จะไม่มีสารกันเสีย)
  3. ยาหยอดตาต่างๆที่สามารถใช้งานได้นานกว่า 1 วัน (ยาหยอดตาที่ไม่ใส่สารกันเสีย เมื่อเปิดใช้งานเกิน 24 ชั่วโมง มีโอกาสที่น้ำยาจะเริ่มบูด)

การหลีกเลี่ยงสารกันเสียเข้าสู่ดวงตา

  1. หลังแช่น้ำยาคอนแทคเลนส์ ควรใช้น้ำเกลือล้างคอนแทคเลนส์ก่อนใส่ทุกครั้ง
  2. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำตาเทียมแบบรายเดือน (แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมแบบรายวัน เพราะไม่มีสารกันเสีย) และเมื่อเปิดใช้งานแล้วควรทิ้งภายใน 12-24 ชั่วโมง (น้ำตาเทียมแบบรายวันหากเปิดใช้งานเกิน 12-24 ชั่วโมง จะทำให้ตามีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อได้)

ภาพแสดงให้เห็นถึงตาแดงจากการแพ้สารกันเสีย

ที่มา : https://www.firmoo.com/vision/wp-content/uploads/eye-allergies

เพราะเหตุใดเมื่อเปิดใช้งานน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ น้ำตาเทียม หรือยาหยอดตาต่างๆแล้วอายุการใช้งานถึงลดลง 

            น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ น้ำตาเทียม หรือยาหยอดตาทุกชนิด ถูกผลิตมาแบบปลอดเชื้อ (Sterile) เมื่อเปิดใช้งาน เชื้อโรคต่างๆที่ลอยอยู่ตามอากาศจึงสามารถเข้าไปด้านในขวดยา และเจริญเติบโตได้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ จึงต้องใส่สารกันเสีย

สารกันเสียเมื่อทำปฏิกิริยากับเชื้อโรคแล้วจะเสื่อมฤทธิ์ลงเรื่อยๆ เมื่อสารกันเสียเสื่อมสภาพจนถึงระดับหนึ่ง จะทำให้เชื้อโรคสามารถเติบโตภายในขวดน้ำยาได้ ทำให้น้ำยาเริ่มบูดนั่นเอง นอกจากนี้ปัจจัยที่ทำให้สารกันเสียเสื่อมสภาพแม้ไม่ได้สัมผัสกับเชื้อโรค คือ ถูกแสงแดด  ความร้อน  ความเป็นกรด-ด่างที่เปลี่ยนไปของน้ำยานั้นๆ และการถูกออกซิไดซ์จากออกซิเจนในอากาศ ฯลฯ

ดังนั้น หลังจากเปิดใช้งานน้ำยาแล้ว น้ำยานั้นจะถูกใช้งานได้อย่างปลอดภัยตามเพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หากฝืนใช้นานกว่านั้น เชื้อโรคอาจเริ่มเจริญเติบโต ทำให้ดวงตาเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้

 อายุการใช้งานน้ำยาต่างๆ

            น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ น้ำตาเทียมรายเดือน น้ำเกลือ และยาหยอดตาชนิดต่างๆ จะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันไป ให้ยึดระยะเวลาใช้งานตามฉลากยาของน้ำยานั้นๆ  แต่โดยทั่วไปแล้ว อายุการใช้งานน้ำยาชนิดต่างๆ จะมีระยะเวลาการใช้งานคร่าวๆดังนี้

  1. น้ำเกลือชนิดไม่มีสารกันเสีย ใช้เพื่อล้างคอนแทคเลนส์ ล้างตา และล้างจมูก มีอายุการใช้งาน 14 วัน หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก

  1. น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาที่เป็นขวด (รายเดือน) มีอายุการใช้งาน 1 เดือน หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก

  1. น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกชนิด มีอายุการใช้งาน 3 เดือน หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก

 



การแพ้น้ำยาคอนแทคเลนส์  

น้ำยาแช่คอนแทคเลนส์ชนิดต่างๆ เช่น Renu, Biotrue, Opti-free Aldox, Opti-free Replenish, Opti-free Puremoist ฯลฯ มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่สะสมอยู่บนคอนแทคเลนส์ให้เหลือน้อยที่สุด ดังนั้น ส่วนประกอบสำคัญในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ คือ สารที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ซึ่งเป็นสารที่มักจะทำให้ดวงตาเกิดการระคายเคืองด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ใช้ควรนำคอนแทคเลนส์มาล้างน้ำเกลือก่อนใส่ทุกครั้ง (ห้ามแช่น้ำเกลือเด็ดขาด เนื่องจากน้ำเกลือไม่มีสารฆ่าเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคสามารถเจริญเติบโตได้ )

ที่มา : https://www.lenspure.com/articles/how-to-tell-if-allergic-to-contacts

เนื่องจากเชื้อโรคเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นสารที่ฆ่าเชื้อโรคจึงมักจะสร้างความเสียหายต่อดวงตาของมนุษย์ด้วย ซึ่งความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดวงตา แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

  1. Toxic Reaction คือ การแพ้สารพิษ อาการที่สำคัญคือ แสบตา ตาแดง ยิ่งได้รับสารพิษเยอะ อาการยิ่งแสดงมาก ซึ่งสารกันเสียที่อยู่ในน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์หรือยาที่ใช้กับดวงตาชนิดต่างๆก็อาจจะทำให้เกิดการแพ้สารพิษนี้ได้

2. Allergic Reaction คือ อาการภูมิแพ้ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการต่อต้านสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นได้แม้มีสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เพียงเล็กน้อย อาการจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการแพ้ของแต่ละคน บางคนแพ้รุนแรง บางคนแพ้เพียงเล็กน้อย หรือบางคนไม่แพ้เลย อาการสำคัญคือ คันตา ตาบวมแดง น้ำตาไหล มีเยื่อหรือเมือกที่ตา มีขี้ตาเยอะ ถ้ามีภูมิแพ้มากอาจเกิดอาการรุนแรงได้ เช่น แพ้แสง เจ็บตา ผื่นขึ้น ตัวบวม หลอดลมตีบ หายใจติดขัด หรือในคนไข้บางรายอาจถึงขั้นช็อคหรือหมดสติได้

 

ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.drbirdcl.com/2020/04/30/atl016/



น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์

น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ ใช้เพื่อขจัดเชื้อแบคทีเรีย และคราบโปรตีน ที่เกาะอยู่บนคอนแทคเลนส์ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้การใส่คอนแทคเลนส์ไม่สบายตา เคืองตา ตาแดง หรือการมองเห็นแย่ลง

น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์แบ่งได้ 2 ชนิด ดังนี้
  1. น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม น้ำยาชนิดนี้ไม่สามารถนำไปล้างหรือแช่คอนแทคเลนส์นิ่มได้ แบ่งได้ดังนี้

1.1Boston Simplus ใช้สำหรับล้างทำความสะอาดและแช่คอนแทคเลนส์ เพื่อชะลำล้างสิ่งสกปรก และคราบโปรตีน



คอนแทคเลนส์พิเศษ

เป็นคอนแทคเลนส์สั่งตัดเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับดวงตาและค่าสายตาที่ไม่สามารถใส่เลนส์ตามท้องตลาดได้ และไม่ใช่คอนแทคเลนส์นิ่มที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

คอนแทคเลนส์พิเศษหากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน มี 6 ชนิด

1. Ok-Lens (Orthokeratology Lens, Ortho-K Lens)

Ok-Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ใส่เฉพาะเวลานอนหลับ เพราะ Ok-Lens จะไปปรับความโค้งกระจกตาแบบชั่วคราว เพื่อแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ หลังจากตื่นและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว ผู้ใส่จะสามารถมองเห็นใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนที่มีค่าสายตาปกติ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในคนไข้ที่ค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี หรือมีปัญหาต้องเปลี่ยนแว่นสายตาทุกปีเนื่องจากค่าสายตาเพิ่ม เพราะ Ok-Lens จะช่วยควบคุมสายตาสั้นให้เพิ่มช้าลง หรือหยุดเพิ่มได้

ที่มา : https://eyecingonthecake.com/2019/11/29/orthokeratology/

Ok-Lens ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถใส่นอนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งออกซิเจนยังสามารถซึมผ่านได้สูง เนื่องจาก Ok-Lens ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใส่ขณะนอนหลับโดยเฉพาะ อ้างอิงจาก https://www.aaojournal.org/article/S0161-6420(18)33073-2/pdf

2. Scleral Lens

Scleral Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาแห้ง กระจกตาไม่เรียบ กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย ผู้ป่วยที่มีปัญหาค่าสายตาเยอะ ผู้ป่วยที่มีปัญหาการมองเห็นหลังการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา ฯลฯ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาแม้จะแก้ไขด้วยแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์นิ่มแล้วก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าคนปกติ แต่ Scleral Lens จะทำให้ผู้ใส่สามารถกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนปกติได้ นอกจากนี้ Scleral Lens ยังเป็นคอนแทคเลนส์ที่ใส่สบายตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง และหลุดออกจากตาได้ยาก เพราะตัวเลนส์จะสัมผัสเฉพาะตาขาว ไม่สัมผัสโดนตาดำหรือกระจกตา

ภาพตัวอย่างการใส่ Scleral Lens ในผู้ป่วยกระจกตาโป่ง (Keratoconus) ที่ Scleral lens ไม่สัมผัสโดนกระจกตา (Cornea)

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/contacts/scleral-lenses.htm

3. Corneal RGP Lens (Gas Permeable)

Corneal RGP Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ซึ่งออกซิเจนสามารถซึมผ่านได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติเยอะได้ดีกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม มีโอกาสตาเจ็บตาแดงจากการติดเชื้อยากกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม และไม่ทำให้ตาแห้งขณะใส่คอนแทคเลนส์ จึงทำให้มีสุขภาพตาดีกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่ม แต่การปรับตัวในช่วงแรกของการใส่เลนส์อาจจะยากกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดอื่นๆเพราะตัวเลนส์จะสัมผัสที่ตาดำ ทำให้รู้สึกไม่สบายตาในครั้งแรกที่ใส่คอนแทคเลนส์ โดย Corneal RGP Lens แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. Sphere corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้งเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงน้อยกว่า 2.00 D
  2. Toric corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้ง 2 แนวแกน เพื่อแก้ไขค่าสายเอียงที่เกิดบนกระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงมากกว่า 2.00 D
4. Hybrid Lens

Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางของตัวเลนส์เป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม แต่รอบๆของตัวเลนส์เป็นชนิดนิ่ม ผลิตมาเพื่อแก้ไขข้อเสียของ Corneal RGP Lens ทำให้ผู้ใส่รู้สึกสบายตามากกว่าการใส่ Corneal RGP Lens และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มอีกด้วย

ที่มา : https://www.opticianonline.net/cet-archive/4659

วิธีการใช้งาน Hybrid Lens เบื้องต้น

 

5. Custom Soft Lens

Custom Soft Lens คือ คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งทำพิเศษสำหรับบุคคล มอบความสบายตาและการมองเห็นที่ชัดขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาดได้ และไม่ชอบใส่เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม

ที่มา : https://artmostoceania.com.au/product/artmost-soft-ok-monthly-disposable/

นอกจากนี้ Custom Soft Lens ยังสามารถสั่งทำเป็นคอนแทคเลนส์นิ่มสำหรับคุมสายตาสั้น (Soft Ok Lens) ได้ ซึ่ง Soft Ok Lens นั้นมีวิธีการใส่เหมือนคอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไป ใช้ใส่ขณะตื่นนอน สามารถคุมสายตาสั้นได้ใกล้เคียงกับ Ortho-K Lens  แต่เงื่อนไขสำหรับการใส่ Soft Ok Lens นั้นจะต้องดูหลายปัจจัย เช่น ขนาดรูม่านตา (Pupil) การใช้ชีวิตในแต่ละวัน และค่าสายตา เป็นต้น

6. คอนแทคเลนส์ที่ได้จากการสแกนผิวดวงตา 3 มิติ 

เป็นการสั่งตัดคอนแทคเลนส์ตามข้อมูลและค่าพารามิเตอร์ต่างๆจากการสแกนดวงตาด้วยเครื่องแสกนตา 3 มิติ เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงตามากที่สุด โดยทำได้ทั้งเลนส์ขนาดเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OK lens, Scleral lens หรือ Corneal RGP lens แต่ยกเว้น Custom soft contact lens


ศึกษาข้อมูลเลนส์ต่างๆ เพิ่มเติม



กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) 

            กระจกตาโป่งพอง คือการที่กระจกตาบางส่วนมีการนูนตัวขึ้นมา ทำให้กระจกตามีความผิดปกติ สาเหตุเนื่องจากบางส่วนของกระจกตาเกิดการบางตัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ความดันภายในลูกตา ดันกระจกตาส่วนที่บางให้นูนขึ้นมา ถ้ากระจกตาส่วนที่นูนขึ้นมามีลักษณะเป็นยอดแหลมจะเรียกว่า Keratoconus ถ้ากระจกตานูนขึ้นมามีลักษณะเป็นรูปทรงกลม จะเรียกว่า Keratoglobus หรือถ้านูนขึ้นมาเฉพาะบริเวณขอบตาดำ จะเรียกว่า Pellucid Marginal Degeneration (PMD)

สาเหตุการเกิดกระจกตาโป่งพองยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม การอักเสบของตา การขยี้ตาบ่อย หรือบางครั้งเกิดหลังจากการทำการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา (LASIK, PRK, ReLEx) เป็นต้น

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกระจกตาปกติและกระจกตาโป่ง

ที่มา : https://link.springer.com/referenceworkentry/10.1007%2F978-3-540-69000-9_931

หลายๆคนอาจสงสัยว่าแท้จริงแล้ว Keratoconus มีชื่อภาษาไทยว่าอะไรกันแน่ ซึ่งจริงๆแล้วชื่อภาษาไทยของโรค Keratoconus นั้นมีหลายชื่อมาก ผมจะยกตัวอย่างชื่อภาษาไทยที่นิยมเรียกในโรคนี้ ว่ามีชื่ออะไรบ้างนะครับ มีดังนี้

  1. กระจกตาโป่งพอง
  2. กระจกตาย้วย (บางครั้งจะใช้เรียกคนไข้ที่เป็นโรค Pellucid Marginal Degeneration (PMD) ด้วย ซึ่งจะแตกต่างจาก Keratoconus ที่ตำแหน่งของกระจกตาที่บางและโป่งออกมา ดังนี้)
  • ผู้ป่วย Keratoconus กระจกตาจะโป่งบริเวณตรงกลางกระจกตา หรืออาจจะค่อนมาทางด้านล่างเล็กน้อย แต่จะไม่อยู่ชิดขอบตาดำ
  • ผู้ป่วย PMD กระจกตาจะโป่งบริเวณขอบตาดำ
  • โรค Keratoconus และ PMD มีอาการมองเห็นไม่ชัดเหมือนกัน และวิธีการแก้ไขคล้ายกัน

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Keratoconus และ PMD (Pellucid Marginal Degeneration)

ที่มา : https://www.redgateopticians.com/what-is-keratoconus/kc-versus-pmd-sm/

สีที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงความโค้งที่ไม่เท่ากันของกระจกตา ซึ่งสีแดงค่อนไปทางสีม่วงคือบริเวณที่กระจกตาโป่งออกมา

  1. กระจกตาโป่ง หรือ กระจกตาโก่ง
  2. กระจกตารูปกรวย
  3. กระจกตาโปน
  4. กระจกตาผิดรูป
  5. กระจกตาโค้งผิดรูป

กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) มีอาการและการมองเห็นอย่างไร

ผู้ที่เป็นกระจกตาโป่งพอง ถ้าเป็นไม่มาก อาจมีอาการเหมือนผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง คือ ตาจะมัว เมื่อใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้วจะทำให้อาการดีขึ้น สำหรับอาการที่รุนแรงขึ้นอาจรู้สึกว่าสายตามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะค่าสายตาเอียง อาการตามัวจะมากขึ้นในเวลากลางคืน อาจสังเกตเห็นวัตถุชิ้นเดียวแยกเป็นหลายชิ้นเหมือนมีเงาซ้อน เมื่อใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้วก็ยังรู้สึกไม่พอใจกับการมองเห็นของตน กระจกตาโป่งพองส่วนใหญ่มักเป็นทั้งสองตาโดยเกิดกับตาข้างหนึ่งก่อนและอีกข้างหนึ่งเป็นตามมาทีหลัง โดยความรุนแรงของสองข้างมักไม่เท่ากัน คนไข้มักไม่เจ็บตา แต่อาจมีอาการแพ้แสง คันตา รู้สึกหนักตาได้ กระจกตาโป่งพองในรายที่รุนแรงมากอาจทำให้กระจกตาขุ่นมัวลงได้แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และกระจกตามักไม่บางตัวลงจนทะลุ

               การมองเห็นในคนปกติ                   การมองเห็นในคนที่เป็นกระจกตาโป่งพองระดับรุนแรง

กระจกตาโป่งพอง มีวิธีการรักษาและแก้ไขอย่างไร

               การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการแก้ไขค่าสายตา ทำให้ผู้ที่เป็นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน สาเหตุที่ทำให้ผู้เป็นโรคกระจกตาโป่งพองมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดจากสองสาเหตุหลักคือ ปัญหาสายตา และปัญหากระจกตาบิดเบี้ยว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสายตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้การมองเห็นชัดเจนเต็มที่ วิธีแก้ไขการมองเห็นสำหรับกระจกตาโป่งพอง อาจจำแนกตามลักษณะการแก้ไขได้ดังนี้

  1. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา แต่ไม่ได้แก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยว (การมองเห็นอาจชัดเจนขึ้นเล็กน้อย)

การแก้ไขดังกล่าวทำให้การมองเห็นคมชัดขึ้นบางส่วน โดยอาจยังมองเห็นภาพหรือตัวหนังสือเป็นเงาซ้อนหรือบิดเบี้ยวเนื่องจากกระจกตาที่บิดเบี้ยวยังไม่ถูกแก้ไข โดยความชัดเจนในการมองเห็นขึ้นกับความรุนแรงของกระจกตาโป่งพอง สำหรับผู้ที่กระจกตาโป่งพองไม่มาก อาจพอใจกับการแก้ไขวิธีเหล่านี้ เทคนิคต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ การใช้แว่นตา การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (Implantable Contact Lens, ICL) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาสำหรับผู้ที่มีปัญหาต้อกระจกร่วมด้วย

รูปแสดงการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ด้านหลังม่านตา

ที่มา : https://www.scoop.it/topic/eye-specialist-clinic-in-singapore

รูปแสดงการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ด้านหน้าม่านตา

ที่มา : https://www.ophtec.com/about-artilens/artilens

รูปภาพแสดงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สำหรับผู้ที่มีปัญหาต้อกระจก (เลนส์ตาขุ่นตัว) ร่วมด้วย

ที่มา : https://www.drnatashalim.com/lasik-surgeon-technology/cataract/100-bladeless-laser-cataract-surgery-computer-guided-lens-implantation/

2. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวบางส่วน (การมองเห็นชัดเจนขึ้นปานกลาง)

การแก้ไขดังกล่าว เป็นทั้งการแก้ไขสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวบางส่วน ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขกระจกตาที่บิดเบี้ยวได้ทั้งหมด จึงทำให้การมองเห็นยังมีเงาซ้อนหรือภาพบิดเบี้ยวอยู่บ้าง วิธีการต่างๆมีดังนี้

  • การใช้คอนแทคเลนส์นิ่ม (Soft Contact Lens) ที่มีค่าสายตาเอียงที่มีขายตามท้องตลาด หรือถ้าค่าสายตาเอียงมากอาจตัดคอนแทคเลนส์นิ่มเฉพาะบุคคลได้ คอนแทคเลนส์นิ่มจะช่วยแก้ไขสายตาและแก้ไขความบิดเบี้ยวของกระจกตาได้บางส่วน ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น
  • การผ่าตัดใส่ห่วงในกระจกตา (INTACS) (ห่วงพลาสติกครึ่งวงกลม สอดเข้าระหว่างชั้นของกระจกตา) สามารถแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวได้บางส่วน หลังแก้ไขอาจต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ช่วยเพื่อทำให้มองเห็นได้คมชัดมากขึ้น งานวิจัยของ Colin พบว่า ค่าความชัดเจนของคนไข้เมื่อแก้ไขด้วยแว่นตา ก่อนใส่ INTACS มองเห็นได้ชัดเจนเฉลี่ย 40% ของคนปกติ (VA 20/50) หลังใส่ INTACS ความชัดเจนเฉลี่ยดีขึ้นเป็น 60% ของคนปกติ (VA 20/32) ถึงแม้ INTACS จะไม่สามารถแก้ไขสายตาได้หมด แต่ก็มีข้อดีหลายอย่างคือ สามารถผ่าตัดถอดออกได้ถ้าต้องการเปลี่ยนในกรณีที่กระจกตาโป่งพองมากขึ้น ทำให้มองเห็นได้ดีขึ้นเมื่อไม่ใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ นอกจากนี้ INTACS ยังทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม หรือ RGP ชนิด Corneal Lens ง่ายขึ้น และยังสามารถใช้ร่วมกับ RGP ชนิด Scleral Lens เพื่อเพิ่มความชัดเจนของการมองเห็นได้อีกด้วย

INTACS rings

ที่มา : https://www.centreforsight.com/treatments/keratoconus/intacs-ferrara-rings

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาหลังใส่ INTACS rings

ที่มา : https://avtt-tt.com/grenada/laser-intacs-implantation-keratoconus/

หลังจากใส่ Ferrara Ring แล้ว ถ้าต้องการให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ก็สามารถใส่ Scleral lens ได้

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาที่ใส่ Intacs หรือ Ferrara ring และแก้ไขการมองเห็นด้วยคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral lens)

ที่มา : http://thesclerallenscenter.com/intacs/

  • การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา (Penetrating Keratoplasty, Corneal Transplant, Corneal Graft) ส่วนมากแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีปัญหากระจกตาขุ่นตัวและบดบังรูม่านตา ทำให้การมองเห็นแย่ลง การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ถึงแม้ว่ากระจกตาของผู้บริจาคจะเรียบและสมบูรณ์ หรือการผ่าตัดกระจกตาจะเย็บแผลได้สมบูรณ์แล้ว มักพบว่ากระจกตาที่เปลี่ยนจะมีความไม่สม่ำเสมอเล็กน้อยทำให้เกิดค่าสายตาเอียงตามมา (เปรียบได้กับการผ่าเอาเนื้อจากที่หนึ่งมาแปะอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าหมอจะเย็บแผลเก่งขนาดไหนก็จะยังมีรอยแผลเป็นให้เห็นอยู่ดี นอกจากนั้นกระจกตาของแต่ละคนก็มีความหนาไม่เท่ากัน มีลักษณะเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันไป รวมทั้งการรักษาแผลของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา) อย่างไรก็ดี หลังจากแผลที่กระจกตาหายดีแล้ว ปัญหาสายตาและกระจกตาบิดเบี้ยวที่ยังคงเหลืออยู่ ก็สามารถใช้คอนแทคเลนส์แก้ไขให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นได้

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนกระจกตาที่ขุ่น

ที่มา : https://www.freeholdeye.com/cornea-new-jersey/corneal-abrasion-and-transplantation/

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Scleral Lens ในผู้ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา (corneal transplant) มาแล้ว

ที่มา : https://www.lasikcomplications.com/corneal-transplant.htm

 3. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวทั้งหมด (การมองเห็นชัดเจนสูงสุด)

ในปัจจุบันยังไม่มีการผ่าตัดวิธีการใดที่สามารถแก้ไขความบิดเบี้ยวของกระจกตาให้กลับมาปกติได้ โดยวิธีที่สามารถแก้ไขให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนเป็นปกติมากที่สุด คือ การใช้คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (Rigid Gas Permeable Contact Lens, RGP) โดยเมื่อผิวกระจกตาที่บิดเบี้ยว ถูกปิดด้วยคอนแทคเลนส์ RGP ที่มีผิวเรียบสม่ำเสมอ ผิวด้านหน้าของคอนแทคเลนส์จะทำหน้าที่หักเหแสงแทนกระจกตาเดิมที่บิดเบี้ยว ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเทียบเท่าคนปกติ การใช้คอนแทคเลนส์ RGP นับเป็นการแก้ไขที่นิยมใช้มากที่สุดกับโรคกระจกตาโป่งพอง จากงานวิจัยพบว่าผู้เป็นกระจกตาโป่งพองถึง 90% เหมาะกับการแก้ไขด้วยคอนแทคเลนส์ ในปัจจุบันคอนแทคเลนส์ RGP ได้ถูกพัฒนาให้ใส่ได้สบายมากขึ้น ประเภทของคอนแทคเลนส์ RGP ที่ใช้แก้ไขกระจกตาโป่งพองจำแนกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่

  • คอร์เนียเลนส์ (Corneal Lens) คือ คอนแทคเลนส์ RGP ที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ เหมาะสำหรับกระจกตาโป่งพองที่ยังมีอาการไม่รุนแรงมากนัก Corneal Lens ยังแบ่งย่อยได้เป็นหลายชนิดขึ้นกับการออกแบบผิวด้านหลัง เช่น Spherical Base curve RGP, Aspheric BC, RoseK ฯลฯ แต่ถ้าใช้เลนส์ดังกล่าวแล้วยังมีอาการระคายเคืองตา เลนส์หลุดง่าย เดี๋ยวมัวเดี๋ยวชัดเนื่องจากมีฟองอากาศอยู่ใต้เลนส์ หรือเกิดรอยแผลที่กระจกตา ฯลฯ ควรเปลี่ยนไปใช้เลนส์ที่ใหญ่ขึ้น

 

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใช้ Corneal Lens กับกระจกตาโป่งพอง กระจกตาส่วนที่โป่งพองออกมาจะสัมผัสกับผิวหลังของคอนแทคเลนส์เล็กน้อย ซึ่งถ้าใส่เลนส์เป็นระยะเวลานาน มักพบว่าส่วนยอดของกระจกตาที่โป่งพองจะเกิดการขุ่นตัวเนื่องจากการเสียดสีกับผิวหลังของเลนส์ทุกครั้งที่กระพริบตา

  • สเคลอรัลเลนส์ (Scleral Lens) คือ คอนแทคเลนส์ RGP ที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ เลนส์ที่ประกอบอย่างถูกต้องจะไม่มีส่วนใดของเลนส์สัมผัสโดนกระจกตา ทำให้ลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น โดยเฉพาะที่ส่วนยอดของกระจกตาที่นูนขึ้นมา ใส่แล้วรู้สึกเคืองตาน้อยกว่า Corneal Lens นอกจากนี้ Scleral Lens ยังมีขนาดใหญ่ทำให้ไม่หลุดง่าย ทนทาน ใช้ได้นานหลายปี และยังใช้ได้ดีกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งอีกด้วย ผู้ที่ผ่าตัดใส่ Intacs ก็สามารถใช้ Scleral Lens เพื่อแก้ไขให้การมองเห็นดีขึ้นได้ หรือผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตากรณีที่ยังไม่ตัดไหม Scleral Lens ยังช่วยลดการระคายเคืองจากไหมเมื่อกระพริบตาได้อีกด้วย โดยการใช้เลนส์จะไม่ทำอันตรายต่อแผลผ่าตัด เนื่องจากผิวหลังของ Scleral Lens จะไม่สัมผัสถูกส่วนใดของกระจกตา (ตาดำ) เพราะว่าเลนส์วางอยู่บนตาขาว

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Scleral Lens ตัวคอนแทคเลนส์จะวางอยู่บนตาขาวทำให้ผิวเลนส์ด้านหลังไม่สัมผัสโดนกระจกตา ลดโอกาสการเกิดกระจกตาขุ่นตัวลงเมื่อเทียบกับการใช้ Corneal Lens

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/contacts/scleral-lenses.htm

  • ไฮบริดเลนส์ (Hybrid Lens) คือ คอนแทคเลนส์ชนิดลูกผสม ที่บริเวณกลางเลนส์ทำจากวัสดุคอนแทคเลนส์ RGP และขอบเลนส์ทำจากวัสดุคอนแทคเลนส์นิ่ม เพื่อเพิ่มความสบายในการใส่ ทำให้ใส่สบายขึ้นเมื่อเทียบกับ Scleral Lens โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีต้อลมอยู่ที่ตาขาว หรือตาขาวไม่กลม อายุการใช้งานของเลนส์ชนิดนี้ประมาณ 6-12 เดือน

การใช้ Hybrid Lens บริเวณกึ่งกลางเลนส์เป็นวัสดุชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง และขอบเลนส์เป็นวัสดุชนิดนิ่ม เพื่อเพิ่มความสบายตาในขณะที่ใส่เลนส์

การเลือกใช้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมร่วมกับความเชี่ยวชาญในการประกอบคอนแทคเลนส์ สามารถทำให้ผู้เป็นกระจกตาโป่งพองระดับปานกลางและรุนแรง (ที่กระจกตายังไม่ขุ่นตัว) กลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนและสบายตาได้ เมื่อเคยชินกับการใช้เลนส์แล้ว

รูปภาพคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง ชนิด Scleral Lens (ขวา) และ Corneal Lens (ซ้าย)

ที่มา : https://www.visionoptique.com/ocular-surface-eye-disease

ทำไมจึงไม่ควรผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาให้กับผู้ป่วยทุกรายที่เป็นกระจกตาโป่งพอง

การเปลี่ยนกระจกตามีอุปสรรคมากมาย เช่น กระจกตาที่ได้รับบริจาคมีไม่เพียงพอกับผู้ที่ต้องการกระจกตา ดังนั้น ทำให้ต้องเข้าคิวรอข้ามปีกว่าจะได้กระจกตา เมื่อเปลี่ยนกระจกตาแล้วบางครั้งร่างกายของผู้รับเกิดการต่อต้านกระจกตาจากผู้อื่น เนื่องจากไม่ใช่อวัยวะของตนเองและทำให้ต้องเปลี่ยนกระจกตาใหม่ กระจกตาที่เปลี่ยนสำเร็จอาจอยู่ได้เป็นระยะเวลานานหลายปีหรือบางรายอาจใช้งานได้เพียงไม่กี่เดือนก็ต้องเปลี่ยนใหม่ หลังจากเปลี่ยนกระจกตาแล้วหลายรายยังคงต้องใช้คอนแทคเลนส์อยู่ เป็นต้น ดังนั้นถ้ากระจกตาโป่งพองยังไม่มีความรุนแรงมาก จักษุแพทย์มักจะไม่แนะนำให้เปลี่ยนกระจกตา ดังนั้น การเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกระจกตา จึงควรฟังคำแนะนำของจักษุแพทย์และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) และกระจกตาไม่เรียบ (Irregular Cornea) ต่างกันอย่างไร

กระจกตาโป่งพองเป็นส่วนหนึ่งของกระจกตาไม่เรียบ ซึ่งกระจกตาไม่เรียบนั้นมีอย่างอื่นอีกมากมาย เช่น กระจกตาขุ่น หรือแผลเป็นที่กระจกตา เป็นต้น เพียงแต่กระจกตาโป่งพองเป็นโรคที่พบได้บ่อย จึงมีการพูดถึงบ่อยนั่นเอง

จะทราบได้หรือไม่ว่ากระจกตาโป่งพองจะมีความรุนแรงขนาดไหน / หากเป็นอยู่แล้วจะเป็นเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

ในปัจจุบันไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า กระจกตาโป่งพองจะมีความรุนแรงเพียงใดในผู้ป่วยแต่ละราย แต่จากข้อมูลสถิติ พบว่าผู้ที่เป็นกระจกตาโป่งพองครั้งแรกเมื่ออายุน้อย (เช่น 12 ปี) มีโอกาสที่จะเกิดกระจกตาโป่งพองรุนแรงมากกว่าผู้ที่เริ่มเป็นเมื่ออายุมาก (เช่น 30 ปี)

สำหรับการเป็นเพิ่มขึ้นของกระจกตาโป่งพองจะมีลักษณะเป็นช่วงๆ เช่น หลังจากการเป็นครั้งแรกแล้วนั้นความโป่งพองอาจจะคงที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกตลอดชีวิต หรือคงที่สักช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 6 เดือน หรือ 3 ปี) แล้วมีการโป่งพองเพิ่มขึ้นอีกรอบหรืออีกหลายรอบ โดยปัจจุบันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหรือไม่หรือเมื่อไหร่


อ้างอิง
  1. http://www.keratoconus.com/resources/Intacs+Inserts+for+Treating+Keratoconus.pdf
ข้อมูลเพิ่มเติม
  1. https://www.facebook.com/AllAboutEyebyRCOPT/posts/867359913381249/


แผลที่กระจกตาไม่ยอมหาย (Persistent Epithelial Defect)

โดยปกติแล้วเมื่อกระจกตาเกิดแผลมักจะหายได้เองภายใน 7 วัน จากกระบวนการซ่อมแซมตนเองของร่างกาย หากแผลที่เกิดขึ้นไม่ลึก หรือเกิดแผลที่ชั้นหนังกำพร้าของกระจกตา (Epithelium) หลังแผลหาย กระจกตาจะกลับมาใสดังเดิม แต่ในบางกรณี แผลที่ตาไม่ยอมหาย หายช้า หรือเมื่อหายแล้วกลับมาเป็นอีก เช่นการเป็นโรค Bullous keratopathy, Band keratopathy หรือ ผู้ป่วยตาแห้งมาก เป็นต้น

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงรอยแผลที่ชั้น Epithelium ของกระจกตา

ที่มา : https://www.reviewofoptometry.com/article/fixing-a-hole-how-to-heal-persistent-epithelial-defects

แผลกระจกตาที่ไม่ยอมหายมักจะสร้างปัญหาให้คนไข้เป็นอย่างมาก ซึ่งการใช้คอนแทคเลนส์จะช่วยแก้ปัญหาได้ ดังนี้

  1. เมื่อเป็นแผลที่กระจกตา เวลาที่กระพริบตาจะรู้สึกเจ็บปวดเนื่องจากเปลือกตาไปถูโดนแผลที่กระจกตาโดยตรง ดังนั้น การใส่คอนแทคเลนส์จะช่วยให้จะรู้สึกเจ็บปวดน้อยลงได้ เมื่อเทียบกับการปิดพลาสเตอร์ที่กระจกตา เนื่องจากเมื่อกระพริบตา เปลือกตาจะถูคอนแทคเลนส์แทน
  2. นอกจากคอนแทคเลนส์จะช่วยลดการเจ็บปวดแล้ว ยังช่วยให้แผลที่กระจกตาหายเร็วขึ้นด้วย เพราะแผลไม่โดนสัมผัสโดยตรง ทำให้แผลสามารถสมานตัวเองได้ไวขึ้น (ขอเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สมมติว่าเรามีแผลที่หัวเข่า หากเราชนหรือถูแผลระหว่างที่แผลยังไม่หายดี ก็จะทำให้แผลถลอกซ้ำไปซ้ำมาไม่หายสักที แต่หากเราปิดพลาสเตอร์ยา ก็จะลดโอกาสที่แผลจะถูกสัมผัสโดยตรง ทำให้แผลหายไวขึ้น)
  3. การใส่คอนแทคเลนส์ โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม ยังช่วยเรื่องการมองเห็นอีกด้วย เนื่องจากคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มจะช่วยหักเหแสงแทนกระจกตา เพราะเมื่อกระจกตาเป็นแผลจะทำให้เกิดกระจกตาไม่เรียบ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนแม้จะใส่แว่นสายตา ศึกษากระจกตาไม่เรียบได้ที่  https://www.drbirdcl.com/2020/04/27/3322/

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงดวงตาที่ใส่ Bandage Contact Lens

นอกจากการใส่คอนแทคเลนส์เพื่อรักษาแผลที่กระจกตา (Bandage Contact Lens) แล้ว ยังมีการใช้คอนแทคเลนส์หลังการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา เช่น PRK และ ใช้เพื่ออุดรูรั่วเล็กๆของดวงตา เป็นตา

อย่างไรก็ดี การใช้คอนแทคเลนส์ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากการใช้คอนแทคเลนส์ในดวงตาที่เป็นแผลอยู่ อาจมีความเสี่ยงต่อปัญหาดวงตาติดเชื้อเพิ่มขึ้น

ดร. วุฒิพงษ์ พึงพิพัฒน์ (ดร.เบิร์ด) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาและคอนแทคเลนส์ (O.D., M.Sc., FIAO, FAAOMC)




Contact us


Send us an email

drbird@gmail.com


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP/


Line@

@drbirdcl



Video



Contact us


Call us

Rutnin-Gimbel Lasik Center : 02-056-3355
Doctor Vision : 02-734-0911, 081-7344552


Visit us

Rutnin-Gimbel Lasik Center
Doctor Vision (Bangkapi)


Send us an email

drbirdcl@gmail.com




Social networks


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP


Chat with us

Line : @drbirdcl




Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.





Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.