บทความ

บทความน่าสนใจ

สาระความรู้เกี่ยวกับสายตาที่เราอัพเดทให้คุณได้ติดตาม เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเองและครอบครัว และคนที่ท่านรัก

เป็นบทความที่เขียนด้วยนายแพทย์ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) 

            กระจกตาโป่งพอง คือการที่กระจกตาบางส่วนมีการนูนตัวขึ้นมา ทำให้กระจกตามีความผิดปกติ สาเหตุเนื่องจากบางส่วนของกระจกตาเกิดการบางตัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ความดันภายในลูกตา ดันกระจกตาส่วนที่บางให้นูนขึ้นมา ถ้ากระจกตาส่วนที่นูนขึ้นมามีลักษณะเป็นยอดแหลมจะเรียกว่า Keratoconus ถ้ากระจกตานูนขึ้นมามีลักษณะเป็นรูปทรงกลม จะเรียกว่า Keratoglobus หรือถ้านูนขึ้นมาเฉพาะบริเวณขอบตาดำ จะเรียกว่า Pellucid Marginal Degeneration (PMD)

สาเหตุการเกิดกระจกตาโป่งพองยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด คาดว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม การอักเสบของตา การขยี้ตาบ่อย หรือบางครั้งเกิดหลังจากการทำการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา (LASIK, PRK, ReLEx) เป็นต้น

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกระจกตาปกติและกระจกตาโป่ง

ที่มา : https://link.springer.com/referenceworkentry/10.1007%2F978-3-540-69000-9_931

หลายๆคนอาจสงสัยว่าแท้จริงแล้ว Keratoconus มีชื่อภาษาไทยว่าอะไรกันแน่ ซึ่งจริงๆแล้วชื่อภาษาไทยของโรค Keratoconus นั้นมีหลายชื่อมาก ผมจะยกตัวอย่างชื่อภาษาไทยที่นิยมเรียกในโรคนี้ ว่ามีชื่ออะไรบ้างนะครับ มีดังนี้

  1. กระจกตาโป่งพอง
  2. กระจกตาย้วย (บางครั้งจะใช้เรียกคนไข้ที่เป็นโรค Pellucid Marginal Degeneration (PMD) ด้วย ซึ่งจะแตกต่างจาก Keratoconus ที่ตำแหน่งของกระจกตาที่บางและโป่งออกมา ดังนี้)
  • ผู้ป่วย Keratoconus กระจกตาจะโป่งบริเวณตรงกลางกระจกตา หรืออาจจะค่อนมาทางด้านล่างเล็กน้อย แต่จะไม่อยู่ชิดขอบตาดำ
  • ผู้ป่วย PMD กระจกตาจะโป่งบริเวณขอบตาดำ
  • โรค Keratoconus และ PMD มีอาการมองเห็นไม่ชัดเหมือนกัน และวิธีการแก้ไขคล้ายกัน

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง Keratoconus และ PMD (Pellucid Marginal Degeneration)

ที่มา : https://www.redgateopticians.com/what-is-keratoconus/kc-versus-pmd-sm/

สีที่แตกต่างกันบ่งบอกถึงความโค้งที่ไม่เท่ากันของกระจกตา ซึ่งสีแดงค่อนไปทางสีม่วงคือบริเวณที่กระจกตาโป่งออกมา

  1. กระจกตาโป่ง หรือ กระจกตาโก่ง
  2. กระจกตารูปกรวย
  3. กระจกตาโปน
  4. กระจกตาผิดรูป
  5. กระจกตาโค้งผิดรูป

กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) มีอาการและการมองเห็นอย่างไร

ผู้ที่เป็นกระจกตาโป่งพอง ถ้าเป็นไม่มาก อาจมีอาการเหมือนผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียง คือ ตาจะมัว เมื่อใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้วจะทำให้อาการดีขึ้น สำหรับอาการที่รุนแรงขึ้นอาจรู้สึกว่าสายตามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะค่าสายตาเอียง อาการตามัวจะมากขึ้นในเวลากลางคืน อาจสังเกตเห็นวัตถุชิ้นเดียวแยกเป็นหลายชิ้นเหมือนมีเงาซ้อน เมื่อใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์แล้วก็ยังรู้สึกไม่พอใจกับการมองเห็นของตน กระจกตาโป่งพองส่วนใหญ่มักเป็นทั้งสองตาโดยเกิดกับตาข้างหนึ่งก่อนและอีกข้างหนึ่งเป็นตามมาทีหลัง โดยความรุนแรงของสองข้างมักไม่เท่ากัน คนไข้มักไม่เจ็บตา แต่อาจมีอาการแพ้แสง คันตา รู้สึกหนักตาได้ กระจกตาโป่งพองในรายที่รุนแรงมากอาจทำให้กระจกตาขุ่นมัวลงได้แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และกระจกตามักไม่บางตัวลงจนทะลุ

               การมองเห็นในคนปกติ                   การมองเห็นในคนที่เป็นกระจกตาโป่งพองระดับรุนแรง

กระจกตาโป่งพอง มีวิธีการรักษาและแก้ไขอย่างไร

               การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการแก้ไขค่าสายตา ทำให้ผู้ที่เป็นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน สาเหตุที่ทำให้ผู้เป็นโรคกระจกตาโป่งพองมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดจากสองสาเหตุหลักคือ ปัญหาสายตา และปัญหากระจกตาบิดเบี้ยว ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสายตาเพียงอย่างเดียวจึงไม่ทำให้การมองเห็นชัดเจนเต็มที่ วิธีแก้ไขการมองเห็นสำหรับกระจกตาโป่งพอง อาจจำแนกตามลักษณะการแก้ไขได้ดังนี้

  1. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา แต่ไม่ได้แก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยว (การมองเห็นอาจชัดเจนขึ้นเล็กน้อย)

การแก้ไขดังกล่าวทำให้การมองเห็นคมชัดขึ้นบางส่วน โดยอาจยังมองเห็นภาพหรือตัวหนังสือเป็นเงาซ้อนหรือบิดเบี้ยวเนื่องจากกระจกตาที่บิดเบี้ยวยังไม่ถูกแก้ไข โดยความชัดเจนในการมองเห็นขึ้นกับความรุนแรงของกระจกตาโป่งพอง สำหรับผู้ที่กระจกตาโป่งพองไม่มาก อาจพอใจกับการแก้ไขวิธีเหล่านี้ เทคนิคต่างๆเหล่านี้ ได้แก่ การใช้แว่นตา การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (Implantable Contact Lens, ICL) หรือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาสำหรับผู้ที่มีปัญหาต้อกระจกร่วมด้วย

รูปแสดงการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ด้านหลังม่านตา

ที่มา : https://www.scoop.it/topic/eye-specialist-clinic-in-singapore

รูปแสดงการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ด้านหน้าม่านตา

ที่มา : https://www.ophtec.com/about-artilens/artilens

รูปภาพแสดงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สำหรับผู้ที่มีปัญหาต้อกระจก (เลนส์ตาขุ่นตัว) ร่วมด้วย

ที่มา : https://www.drnatashalim.com/lasik-surgeon-technology/cataract/100-bladeless-laser-cataract-surgery-computer-guided-lens-implantation/

2. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวบางส่วน (การมองเห็นชัดเจนขึ้นปานกลาง)

การแก้ไขดังกล่าว เป็นทั้งการแก้ไขสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวบางส่วน ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี วิธีดังกล่าวนี้ไม่สามารถแก้ไขกระจกตาที่บิดเบี้ยวได้ทั้งหมด จึงทำให้การมองเห็นยังมีเงาซ้อนหรือภาพบิดเบี้ยวอยู่บ้าง วิธีการต่างๆมีดังนี้

  • การใช้คอนแทคเลนส์นิ่ม (Soft Contact Lens) ที่มีค่าสายตาเอียงที่มีขายตามท้องตลาด หรือถ้าค่าสายตาเอียงมากอาจตัดคอนแทคเลนส์นิ่มเฉพาะบุคคลได้ คอนแทคเลนส์นิ่มจะช่วยแก้ไขสายตาและแก้ไขความบิดเบี้ยวของกระจกตาได้บางส่วน ทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น
  • การผ่าตัดใส่ห่วงในกระจกตา (INTACS) (ห่วงพลาสติกครึ่งวงกลม สอดเข้าระหว่างชั้นของกระจกตา) สามารถแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวได้บางส่วน หลังแก้ไขอาจต้องใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ช่วยเพื่อทำให้มองเห็นได้คมชัดมากขึ้น งานวิจัยของ Colin พบว่า ค่าความชัดเจนของคนไข้เมื่อแก้ไขด้วยแว่นตา ก่อนใส่ INTACS มองเห็นได้ชัดเจนเฉลี่ย 40% ของคนปกติ (VA 20/50) หลังใส่ INTACS ความชัดเจนเฉลี่ยดีขึ้นเป็น 60% ของคนปกติ (VA 20/32) ถึงแม้ INTACS จะไม่สามารถแก้ไขสายตาได้หมด แต่ก็มีข้อดีหลายอย่างคือ สามารถผ่าตัดถอดออกได้ถ้าต้องการเปลี่ยนในกรณีที่กระจกตาโป่งพองมากขึ้น ทำให้มองเห็นได้ดีขึ้นเมื่อไม่ใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ นอกจากนี้ INTACS ยังทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม หรือ RGP ชนิด Corneal Lens ง่ายขึ้น และยังสามารถใช้ร่วมกับ RGP ชนิด Scleral Lens เพื่อเพิ่มความชัดเจนของการมองเห็นได้อีกด้วย

INTACS rings

ที่มา : https://www.centreforsight.com/treatments/keratoconus/intacs-ferrara-rings

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาหลังใส่ INTACS rings

ที่มา : https://avtt-tt.com/grenada/laser-intacs-implantation-keratoconus/

หลังจากใส่ Ferrara Ring แล้ว ถ้าต้องการให้มองเห็นชัดเจนขึ้น ก็สามารถใส่ Scleral lens ได้

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาที่ใส่ Intacs หรือ Ferrara ring และแก้ไขการมองเห็นด้วยคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral lens)

ที่มา : http://thesclerallenscenter.com/intacs/

  • การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา (Penetrating Keratoplasty, Corneal Transplant, Corneal Graft) ส่วนมากแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดสำหรับผู้ที่มีปัญหากระจกตาขุ่นตัวและบดบังรูม่านตา ทำให้การมองเห็นแย่ลง การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา ถึงแม้ว่ากระจกตาของผู้บริจาคจะเรียบและสมบูรณ์ หรือการผ่าตัดกระจกตาจะเย็บแผลได้สมบูรณ์แล้ว มักพบว่ากระจกตาที่เปลี่ยนจะมีความไม่สม่ำเสมอเล็กน้อยทำให้เกิดค่าสายตาเอียงตามมา (เปรียบได้กับการผ่าเอาเนื้อจากที่หนึ่งมาแปะอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าหมอจะเย็บแผลเก่งขนาดไหนก็จะยังมีรอยแผลเป็นให้เห็นอยู่ดี นอกจากนั้นกระจกตาของแต่ละคนก็มีความหนาไม่เท่ากัน มีลักษณะเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันไป รวมทั้งการรักษาแผลของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา) อย่างไรก็ดี หลังจากแผลที่กระจกตาหายดีแล้ว ปัญหาสายตาและกระจกตาบิดเบี้ยวที่ยังคงเหลืออยู่ ก็สามารถใช้คอนแทคเลนส์แก้ไขให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นได้

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนกระจกตาที่ขุ่น

ที่มา : https://www.freeholdeye.com/cornea-new-jersey/corneal-abrasion-and-transplantation/

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Scleral Lens ในผู้ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา (corneal transplant) มาแล้ว

ที่มา : https://www.lasikcomplications.com/corneal-transplant.htm

 3. วิธีที่แก้ไขค่าสายตา และแก้ไขกระจกตาบิดเบี้ยวทั้งหมด (การมองเห็นชัดเจนสูงสุด)

ในปัจจุบันยังไม่มีการผ่าตัดวิธีการใดที่สามารถแก้ไขความบิดเบี้ยวของกระจกตาให้กลับมาปกติได้ โดยวิธีที่สามารถแก้ไขให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนเป็นปกติมากที่สุด คือ การใช้คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง (Rigid Gas Permeable Contact Lens, RGP) โดยเมื่อผิวกระจกตาที่บิดเบี้ยว ถูกปิดด้วยคอนแทคเลนส์ RGP ที่มีผิวเรียบสม่ำเสมอ ผิวด้านหน้าของคอนแทคเลนส์จะทำหน้าที่หักเหแสงแทนกระจกตาเดิมที่บิดเบี้ยว ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเทียบเท่าคนปกติ การใช้คอนแทคเลนส์ RGP นับเป็นการแก้ไขที่นิยมใช้มากที่สุดกับโรคกระจกตาโป่งพอง จากงานวิจัยพบว่าผู้เป็นกระจกตาโป่งพองถึง 90% เหมาะกับการแก้ไขด้วยคอนแทคเลนส์ ในปัจจุบันคอนแทคเลนส์ RGP ได้ถูกพัฒนาให้ใส่ได้สบายมากขึ้น ประเภทของคอนแทคเลนส์ RGP ที่ใช้แก้ไขกระจกตาโป่งพองจำแนกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่

  • คอร์เนียเลนส์ (Corneal Lens) คือ คอนแทคเลนส์ RGP ที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ เหมาะสำหรับกระจกตาโป่งพองที่ยังมีอาการไม่รุนแรงมากนัก Corneal Lens ยังแบ่งย่อยได้เป็นหลายชนิดขึ้นกับการออกแบบผิวด้านหลัง เช่น Spherical Base curve RGP, Aspheric BC, RoseK ฯลฯ แต่ถ้าใช้เลนส์ดังกล่าวแล้วยังมีอาการระคายเคืองตา เลนส์หลุดง่าย เดี๋ยวมัวเดี๋ยวชัดเนื่องจากมีฟองอากาศอยู่ใต้เลนส์ หรือเกิดรอยแผลที่กระจกตา ฯลฯ ควรเปลี่ยนไปใช้เลนส์ที่ใหญ่ขึ้น

 

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใช้ Corneal Lens กับกระจกตาโป่งพอง กระจกตาส่วนที่โป่งพองออกมาจะสัมผัสกับผิวหลังของคอนแทคเลนส์เล็กน้อย ซึ่งถ้าใส่เลนส์เป็นระยะเวลานาน มักพบว่าส่วนยอดของกระจกตาที่โป่งพองจะเกิดการขุ่นตัวเนื่องจากการเสียดสีกับผิวหลังของเลนส์ทุกครั้งที่กระพริบตา

  • สเคลอรัลเลนส์ (Scleral Lens) คือ คอนแทคเลนส์ RGP ที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ เลนส์ที่ประกอบอย่างถูกต้องจะไม่มีส่วนใดของเลนส์สัมผัสโดนกระจกตา ทำให้ลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น โดยเฉพาะที่ส่วนยอดของกระจกตาที่นูนขึ้นมา ใส่แล้วรู้สึกเคืองตาน้อยกว่า Corneal Lens นอกจากนี้ Scleral Lens ยังมีขนาดใหญ่ทำให้ไม่หลุดง่าย ทนทาน ใช้ได้นานหลายปี และยังใช้ได้ดีกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งอีกด้วย ผู้ที่ผ่าตัดใส่ Intacs ก็สามารถใช้ Scleral Lens เพื่อแก้ไขให้การมองเห็นดีขึ้นได้ หรือผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตากรณีที่ยังไม่ตัดไหม Scleral Lens ยังช่วยลดการระคายเคืองจากไหมเมื่อกระพริบตาได้อีกด้วย โดยการใช้เลนส์จะไม่ทำอันตรายต่อแผลผ่าตัด เนื่องจากผิวหลังของ Scleral Lens จะไม่สัมผัสถูกส่วนใดของกระจกตา (ตาดำ) เพราะว่าเลนส์วางอยู่บนตาขาว

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Scleral Lens ตัวคอนแทคเลนส์จะวางอยู่บนตาขาวทำให้ผิวเลนส์ด้านหลังไม่สัมผัสโดนกระจกตา ลดโอกาสการเกิดกระจกตาขุ่นตัวลงเมื่อเทียบกับการใช้ Corneal Lens

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/contacts/scleral-lenses.htm

  • ไฮบริดเลนส์ (Hybrid Lens) คือ คอนแทคเลนส์ชนิดลูกผสม ที่บริเวณกลางเลนส์ทำจากวัสดุคอนแทคเลนส์ RGP และขอบเลนส์ทำจากวัสดุคอนแทคเลนส์นิ่ม เพื่อเพิ่มความสบายในการใส่ ทำให้ใส่สบายขึ้นเมื่อเทียบกับ Scleral Lens โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีต้อลมอยู่ที่ตาขาว หรือตาขาวไม่กลม อายุการใช้งานของเลนส์ชนิดนี้ประมาณ 6-12 เดือน

การใช้ Hybrid Lens บริเวณกึ่งกลางเลนส์เป็นวัสดุชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง และขอบเลนส์เป็นวัสดุชนิดนิ่ม เพื่อเพิ่มความสบายตาในขณะที่ใส่เลนส์

การเลือกใช้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมร่วมกับความเชี่ยวชาญในการประกอบคอนแทคเลนส์ สามารถทำให้ผู้เป็นกระจกตาโป่งพองระดับปานกลางและรุนแรง (ที่กระจกตายังไม่ขุ่นตัว) กลับมามองเห็นได้อย่างชัดเจนและสบายตาได้ เมื่อเคยชินกับการใช้เลนส์แล้ว

รูปภาพคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็ง ชนิด Scleral Lens (ขวา) และ Corneal Lens (ซ้าย)

ที่มา : https://www.visionoptique.com/ocular-surface-eye-disease

ทำไมจึงไม่ควรผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาให้กับผู้ป่วยทุกรายที่เป็นกระจกตาโป่งพอง

การเปลี่ยนกระจกตามีอุปสรรคมากมาย เช่น กระจกตาที่ได้รับบริจาคมีไม่เพียงพอกับผู้ที่ต้องการกระจกตา ดังนั้น ทำให้ต้องเข้าคิวรอข้ามปีกว่าจะได้กระจกตา เมื่อเปลี่ยนกระจกตาแล้วบางครั้งร่างกายของผู้รับเกิดการต่อต้านกระจกตาจากผู้อื่น เนื่องจากไม่ใช่อวัยวะของตนเองและทำให้ต้องเปลี่ยนกระจกตาใหม่ กระจกตาที่เปลี่ยนสำเร็จอาจอยู่ได้เป็นระยะเวลานานหลายปีหรือบางรายอาจใช้งานได้เพียงไม่กี่เดือนก็ต้องเปลี่ยนใหม่ หลังจากเปลี่ยนกระจกตาแล้วหลายรายยังคงต้องใช้คอนแทคเลนส์อยู่ เป็นต้น ดังนั้นถ้ากระจกตาโป่งพองยังไม่มีความรุนแรงมาก จักษุแพทย์มักจะไม่แนะนำให้เปลี่ยนกระจกตา ดังนั้น การเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนกระจกตา จึงควรฟังคำแนะนำของจักษุแพทย์และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กระจกตาโป่งพอง (Keratoconus) และกระจกตาไม่เรียบ (Irregular Cornea) ต่างกันอย่างไร

กระจกตาโป่งพองเป็นส่วนหนึ่งของกระจกตาไม่เรียบ ซึ่งกระจกตาไม่เรียบนั้นมีอย่างอื่นอีกมากมาย เช่น กระจกตาขุ่น หรือแผลเป็นที่กระจกตา เป็นต้น เพียงแต่กระจกตาโป่งพองเป็นโรคที่พบได้บ่อย จึงมีการพูดถึงบ่อยนั่นเอง

จะทราบได้หรือไม่ว่ากระจกตาโป่งพองจะมีความรุนแรงขนาดไหน / หากเป็นอยู่แล้วจะเป็นเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

ในปัจจุบันไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า กระจกตาโป่งพองจะมีความรุนแรงเพียงใดในผู้ป่วยแต่ละราย แต่จากข้อมูลสถิติ พบว่าผู้ที่เป็นกระจกตาโป่งพองครั้งแรกเมื่ออายุน้อย (เช่น 12 ปี) มีโอกาสที่จะเกิดกระจกตาโป่งพองรุนแรงมากกว่าผู้ที่เริ่มเป็นเมื่ออายุมาก (เช่น 30 ปี)

สำหรับการเป็นเพิ่มขึ้นของกระจกตาโป่งพองจะมีลักษณะเป็นช่วงๆ เช่น หลังจากการเป็นครั้งแรกแล้วนั้นความโป่งพองอาจจะคงที่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกตลอดชีวิต หรือคงที่สักช่วงเวลาหนึ่ง (เช่น 6 เดือน หรือ 3 ปี) แล้วมีการโป่งพองเพิ่มขึ้นอีกรอบหรืออีกหลายรอบ โดยปัจจุบันไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีการเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกหรือไม่หรือเมื่อไหร่


อ้างอิง
  1. http://www.keratoconus.com/resources/Intacs+Inserts+for+Treating+Keratoconus.pdf
ข้อมูลเพิ่มเติม
  1. https://www.facebook.com/AllAboutEyebyRCOPT/posts/867359913381249/


กระจกตาคืออะไร?

กระจกตา (Cornea) คือส่วนหนึ่งของดวงตา มีลักษณะโค้งและโปร่งใส คลุมอยู่ด้านหน้าสุดตรงบริเวณตาดำ ทำหน้าที่หักเหแสงที่เข้าสู่ดวงตา ถ้าความโค้งของกระจกตาเหมาะสม แสงที่เข้าสู่ดวงตาก็จะหักเหพอดีทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าความโค้งกระจกตาไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีปัญหาสายตาและมองเห็นไม่ชัดเจน

ภาพแสดงให้เห็นถึงแสงที่ตกสู่จอประสาทตาพอดีทำให้มองเห็นได้ชัดเจน

ที่มา : http://www.iwearoptical.com/what-is-emmetropia

ในคนปกติกระจกตาจะมีความหนาประมาณ 520 ไมครอน ซึ่งกระจกตาแบ่งได้ทั้งหมด 5 ชั้นดังนี้

1. Epithelium เป็นชั้นที่อยู่ด้านนอกสุดโดยทั่วไปหากกระจกตามีรอยถลอก มักจะเป็นที่ชั้นนี้ ซึ่งจะสามารถหายเป็นปกติได้ภายใน 7 วัน

2. Basement membrane เป็นชั้นเนื้อเยื่อรองรับผิว

3. Stroma มีความหนามากที่สุดของกระจกตา เมื่อชั้นนี้เกิดความเสียหายจะทำให้กระจกตาเป็นแผล ดูเป็นสีขาวขุ่นไม่ใสเหมือนคนปกติ

4. Descemet’s membrane เป็นชั้นที่มีความยืดหยุ่นสูง

5. Endothelial cell เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากกระจกตาเพื่อป้องกันไม่ให้กระจกตาบวมน้ำ

นอกจากนี้โดยธรรมชาติกระจกตามักจะมีความโค้งในแนวตั้งและแนวนอนไม่เท่ากัน หากความแตกต่างของความโค้งทั้งสองแนวนี้ต่างกันมาก จะทำให้เกินค่าสายตาผิดปกติชนิดหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือสายตาเอียง (Astigmatism)

ที่มา : http://www.allaboutvision.com/resources/cornea.htm

กระจกตาบางคืออะไร?

กระจกตาบาง คือ ความหนาของกระจกตามีไม่ถึง 520 ไมครอน ซึ่งมักจะเกิดจากโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) เพราะยิ่งกระจกตามีความนูนมาก ส่วนที่นูนออกมาก็จะยิ่งบางลง

ทำไมกระจกตาบางทำ LASIK ไม่ได้?

กระจกตาบางไม่สามารถทำ LASIK ได้ เพราะการทำ LASIK เป็นการผ่าตัดที่ทำให้กระจกตาบางลง สำหรับคนที่กระจกตาบางอยู่แล้ว การทำเลสิกจะทำให้กระจกตาบางลงไปอีก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระจกตาย้วยหลังทำเลสิก (Post Lasik Corneal Ectasia) หรือกระจกตาขุ่นได้ นอกจากการทำเลสิกแล้ว การผ่าตัดแก้ไขสายตาอื่นๆที่มีการทำให้กระจกตาบางลง หรือมีความแข็งแรงน้อยลง ก็ไม่เหมาะกับคนกระจกตาบางเช่นเดียวกัน การผ่าตัดดังกล่าวเช่น PRK , Relex , RK , etc.

การแก้ไขสายตาสาหรับคนกระจกตาบาง

การแก้ไขสายตาสำหรับผู้ที่กระจกตาบาง สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  1. การใส่แว่นสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น
  2. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด
  3. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งตัด (Soft custom contact lenses) คือคอนแทคเลนส์นิ่มที่ถูกสั่งตัดพิเศษให้เฉพาะบุคคลนั้นๆเพียงคนเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเยอะมากและไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด หรือมีขนาดของดวงตาที่ไม่พอดีกับเลนส์ที่มีขายทั่วไป
  4. Corneal RGP lens คือคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ
  5. OK Lens (Orthokeratology lenses, Ortho-K Lens) เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษ ใส่เฉพาะตอนนอนเพื่อปรับความโค้งของกระจกตา ส่งผลให้หลังจากตื่นนอนและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว สามารถมองเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องใส่แว่น นอกจากนี้ยังช่วยชะลอหรือหยุดสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
  6. Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางเป็นเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม และบริเวณขอบเลนส์เป็นเลนส์นิ่ม เพื่อให้ใส่แล้วสบายตาและได้ความคมชัด
  7. Scleral lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ ช่วยในเรื่องตาแห้งจากการใส่คอนแทคเลนส์ กระจกตาย้วย (Keratoconus) และช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น
  8. การผ่าตัด (Surgery) โดยการใส่เลนส์เสริม ICL (Implatable Contact Lens)

โดยการตรวจตาอย่างละเอียดและซักประวัติสอบถามถึงกิจกรรมและลักษณะการใช้สายตา จะทำให้สามารถแนะนำการแก้ไขที่เหมาะสมได้




Contact us


Send us an email

drbird@gmail.com


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP/


Line@

@drbirdcl



Video



Contact us


Call us

0-800-777-2331


Visit us anytime

27th Avenue, W2 3XE, New York


Send us an email

office@medicare.com



Subscribe


Sign up for Medicare newsletter to receive all the news offers and discounts from Medicare eye clinic.




Social networks


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP


Twitter

#WeCare


Instagram

www.instagram.com/medicare




Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.





Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.