บทความ

บทความน่าสนใจ

สาระความรู้เกี่ยวกับสายตาที่เราอัพเดทให้คุณได้ติดตาม เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเองและครอบครัว และคนที่ท่านรัก

เป็นบทความที่เขียนด้วยนายแพทย์ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


ค่าสายตากลับมาสั้นหรือกลับมาเอียงหลังทำเลสิก

            ส่วนใหญ่หลังจากทำเลสิกแล้วค่าสายตาที่ผิดปกติมักจะหายไปจนหมด หรือเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่า มีผู้ป่วยหลายคนอาจจะกลับมามีปัญหาค่าสายตาผิดปกติได้อีกครั้ง

ขั้นตอนการทำเลสิก (LASIK)

            การทำเลสิกจะต้องผ่านการพิจารณาของจักษุแพทย์ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาจากหลายสาเหตุ เช่น อายุ ความหนาของกระจกตาเพียงพอกับค่าสายตาที่จะแก้ไขหรือไม่ ไม่มีโรคทางกระจกตา เช่น กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนการทำเลสิกมีดังนี้

  1. การแยกชั้นกระจกตา และทำการเปิดผิวกระจกตาขึ้นมาเพื่อที่จะทำการยิงเลเซอร์ในขั้นตอนต่อไป

  1. การยิงเลเซอร์ลงไปในชั้น Stroma ของกระจกตา เพื่อทำการปรับเปลี่ยนความโค้งตามค่าสายตาที่ได้คำนวนไว้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้กระจกตาบางลง

  1. หลังจากยิงเลเซอร์เพื่อปรับเปลี่ยนความโค้งกระจกตาเรียบร้อยแล้ว จักษุแพทย์จะนำผิวของกระจกตาที่เปิดค้างไว้กลับมาไว้ในตำแหน่งเดิม โดยจะครอบอยู่เหนือบริเวณที่ทำการยิงเลเซอร์พอดี

ที่มา : https://eent.co.th/lasik/meaning/

การทำเลสิก (LASIK) สามารถทำได้กี่ครั้ง?

การทำเลสิกขึ้นอยู่กับความหนาของกระจกตา หากคนไข้ที่ทำเลสิกครั้งแรกแล้วกลับมามีปัญหาเรื่อง ค่าสายตาผิดปกติอีก จักษุแพทย์จะพิจารณาความหนากระจกตาของคนไข้ที่เหลือจากการทำเลสิกครั้งแรก หากความหนาของกระจกตายังเหลือหนาพอ คนไข้อาจจะสามารถทำเลสิกซ้ำอีกครั้งได้ แต่หากคนไข้มีกระจกตาที่บางลงมากจนไม่สามารถทำเลสิกซ้ำได้ อาจจะแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติด้วยวิธีอื่น เช่น

  1. การใส่แว่นสายตา เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่เลือกทำเลสิกเนื่องจากไม่ชอบใส่แว่นสายตา โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ เนื่องจากเลนส์แว่นตาจะมีขนาดหนาและหนัก
  2. การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาด อาจจะใส่ได้ในคนที่รูปร่างของกระจกตาไม่เปลี่ยนแปลงจนต่างจากคนปกติมากนัก ในผู้ที่ทำเลสิกแก้ไขค่าสายตาเยอะ รูปร่างของกระจกตาจะยิ่งต่างจากคนปกติมาก ทำให้การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปจะใส่ได้ไม่พอดี ซึ่งสังเกตได้โดยที่ หากคนไข้ใส่แล้วมีอาการไม่สบายตา เลนส์เลื่อนไปเลื่อนมา ใส่คอนแทคเลนส์ค่าสายตาถูกต้องแต่มองเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฯลฯ ดังนั้นการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มจึงควรได้รับการตรวจตาโดยผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถใส่ได้หรือไม่
  3. โอเคเลนส์ (Orthokeratology Lens) (Ortho – K Lens) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่ไม่ชอบใส่แว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากโอเคเลนส์เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษที่ใส่เฉพาะเวลานอนเท่านั้น โดยเลนส์จะแก้ค่าสายตาที่เหลือจากการทำเลสิกได้ แต่การใส่โอเคเลนส์สำหรับผู้ที่เคยทำเลสิกมาแล้วนั้นจะยากกว่าคนปกติ เพราะการใส่โอเคเลนส์นั้นขึ้นอยู่กับความโค้งกระจกตา หากกระจกตามีความนูนมาก หรือแบนมาก มักจะทำให้ใส่ยากมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจใส่เลนส์กดตา จะต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าการโอเคเลนส์จะมีโอกาสแก้ไขค่าสายตาผิดปกติที่เหลือได้เท่าใด
  4. คอนแทคเลนส์สั่งตัดชนิดต่างๆ เช่น Scleral Lens, Hybrid Lens, RGP Lens, Semi-hard Lens, GP Lens, เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม, Custom Soft Lens  for post LASIK (เลนส์นิ่มสั่งตัดเฉพาะผู้ที่เคยทำเลสิก) ฯลฯ คอนแทคเลนส์ทุกชนิดที่กล่าวมาสามารถใช้กับผู้ที่เคยทำเลสิกมาได้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อแนะนำคนไข้ว่าเหมาะสมกับคอนแทคเลนส์ชนิดใดมากที่สุด

ภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Corneal Lens และย้อมสีด้วย Fluorescent เพื่อดูความพอดีของคอนแทคเลนส์ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดเลสิกมาแล้ว พบว่าบริเวณตรงกลางตาดำจะเห็นสีที่ย้อมได้ชัดเจนกว่าบริเวณอื่น (Central pooling)  เนื่องจากกระจกตาบริเวณตรงกลางจะแบนมากหลังทำเลสิก ทำให้มีช่องว่างระหว่างกระจกตาและเลนส์มากนั่นเอง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้คอนแทคเลนส์ที่มีผิวหลังแบบ Reverse Geometry เพื่อลดช่องว่างระหว่างกระจกตากับคอนแทคเลนส์

ภาพแสดงแผนที่กระจกตา (Corneal Mapping) ของคนไข้ที่ทำเลสิกแก้ไขสายตาสั้นมาแล้ว จะเห็นว่าความโค้งกระจกตา (Axial / Sagittal Curvature) ในรูปซ้ายบนบริเวณตรงกลางคือ 34.9 D ซึ่งนับว่ากระจกตาแบนมาก นอกจากนี้ความหนาของกระจกตา (Corneal Thickness) ในรูปซ้ายล่างบริเวณตรงกลางคือ 442 ไมครอน (ความหนาของกระจกตาปกติจะไม่ต่ำกว่า 520 ไมครอน ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่ากระจกตาบาง)



คอนแทคเลนส์พิเศษ

เป็นคอนแทคเลนส์สั่งตัดเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับดวงตาและค่าสายตาที่ไม่สามารถใส่เลนส์ตามท้องตลาดได้ และไม่ใช่คอนแทคเลนส์นิ่มที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

คอนแทคเลนส์พิเศษหากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน มี 6 ชนิด

1. Ok-Lens (Orthokeratology Lens, Ortho-K Lens)

Ok-Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ใส่เฉพาะเวลานอนหลับ เพราะ Ok-Lens จะไปปรับความโค้งกระจกตาแบบชั่วคราว เพื่อแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ หลังจากตื่นและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว ผู้ใส่จะสามารถมองเห็นใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนที่มีค่าสายตาปกติ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในคนไข้ที่ค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี หรือมีปัญหาต้องเปลี่ยนแว่นสายตาทุกปีเนื่องจากค่าสายตาเพิ่ม เพราะ Ok-Lens จะช่วยควบคุมสายตาสั้นให้เพิ่มช้าลง หรือหยุดเพิ่มได้

ที่มา : https://eyecingonthecake.com/2019/11/29/orthokeratology/

Ok-Lens ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถใส่นอนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งออกซิเจนยังสามารถซึมผ่านได้สูง เนื่องจาก Ok-Lens ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใส่ขณะนอนหลับโดยเฉพาะ อ้างอิงจาก https://www.aaojournal.org/article/S0161-6420(18)33073-2/pdf

2. Scleral Lens

Scleral Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาแห้ง กระจกตาไม่เรียบ กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย ผู้ป่วยที่มีปัญหาค่าสายตาเยอะ ผู้ป่วยที่มีปัญหาการมองเห็นหลังการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา ฯลฯ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาแม้จะแก้ไขด้วยแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์นิ่มแล้วก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าคนปกติ แต่ Scleral Lens จะทำให้ผู้ใส่สามารถกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนปกติได้ นอกจากนี้ Scleral Lens ยังเป็นคอนแทคเลนส์ที่ใส่สบายตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง และหลุดออกจากตาได้ยาก เพราะตัวเลนส์จะสัมผัสเฉพาะตาขาว ไม่สัมผัสโดนตาดำหรือกระจกตา

ภาพตัวอย่างการใส่ Scleral Lens ในผู้ป่วยกระจกตาโป่ง (Keratoconus) ที่ Scleral lens ไม่สัมผัสโดนกระจกตา (Cornea)

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/contacts/scleral-lenses.htm

3. Corneal RGP Lens (Gas Permeable)

Corneal RGP Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ซึ่งออกซิเจนสามารถซึมผ่านได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติเยอะได้ดีกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม มีโอกาสตาเจ็บตาแดงจากการติดเชื้อยากกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม และไม่ทำให้ตาแห้งขณะใส่คอนแทคเลนส์ จึงทำให้มีสุขภาพตาดีกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่ม แต่การปรับตัวในช่วงแรกของการใส่เลนส์อาจจะยากกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดอื่นๆเพราะตัวเลนส์จะสัมผัสที่ตาดำ ทำให้รู้สึกไม่สบายตาในครั้งแรกที่ใส่คอนแทคเลนส์ โดย Corneal RGP Lens แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. Sphere corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้งเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงน้อยกว่า 2.00 D
  2. Toric corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้ง 2 แนวแกน เพื่อแก้ไขค่าสายเอียงที่เกิดบนกระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงมากกว่า 2.00 D
4. Hybrid Lens

Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางของตัวเลนส์เป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม แต่รอบๆของตัวเลนส์เป็นชนิดนิ่ม ผลิตมาเพื่อแก้ไขข้อเสียของ Corneal RGP Lens ทำให้ผู้ใส่รู้สึกสบายตามากกว่าการใส่ Corneal RGP Lens และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มอีกด้วย

ที่มา : https://www.opticianonline.net/cet-archive/4659

วิธีการใช้งาน Hybrid Lens เบื้องต้น

 

5. Custom Soft Lens

Custom Soft Lens คือ คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งทำพิเศษสำหรับบุคคล มอบความสบายตาและการมองเห็นที่ชัดขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาดได้ และไม่ชอบใส่เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม

ที่มา : https://artmostoceania.com.au/product/artmost-soft-ok-monthly-disposable/

นอกจากนี้ Custom Soft Lens ยังสามารถสั่งทำเป็นคอนแทคเลนส์นิ่มสำหรับคุมสายตาสั้น (Soft Ok Lens) ได้ ซึ่ง Soft Ok Lens นั้นมีวิธีการใส่เหมือนคอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไป ใช้ใส่ขณะตื่นนอน สามารถคุมสายตาสั้นได้ใกล้เคียงกับ Ortho-K Lens  แต่เงื่อนไขสำหรับการใส่ Soft Ok Lens นั้นจะต้องดูหลายปัจจัย เช่น ขนาดรูม่านตา (Pupil) การใช้ชีวิตในแต่ละวัน และค่าสายตา เป็นต้น

6. คอนแทคเลนส์ที่ได้จากการสแกนผิวดวงตา 3 มิติ 

เป็นการสั่งตัดคอนแทคเลนส์ตามข้อมูลและค่าพารามิเตอร์ต่างๆจากการสแกนดวงตาด้วยเครื่องแสกนตา 3 มิติ เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงตามากที่สุด โดยทำได้ทั้งเลนส์ขนาดเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OK lens, Scleral lens หรือ Corneal RGP lens แต่ยกเว้น Custom soft contact lens


ศึกษาข้อมูลเลนส์ต่างๆ เพิ่มเติม



ตาแห้งมาก (Severe Dry Eye)

ปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่มีปัญหาตาแห้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดได้จาก การพักผ่อนน้อย การขาดสารอาหาร อายุที่เพิ่มขึ้น หรือ การใส่คอนแทคเลนส์นิ่ม ฯลฯ ซึ่งผู้ที่มีปัญหาตาแห้งส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบไม่รุนแรง มีเพียงอาการแสบตา ส่วนใหญ่เมื่อใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น หรือนวดเปลือกตา อาการก็จะดีขึ้นหรือหายไป

แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งมาก อาการตาแห้งจะรุนแรงกว่า เช่น แสบตา เจ็บตา หรือตาแดง มักจะพบในผู้ที่มีปัญหาต่อมน้ำตาผลิตน้ำตาน้อยมาก หรือไม่สามารถผลิตน้ำตาได้เลย เช่น ผู้ป่วยโรค Sjogren’s Syndrome และ Steven-Johnson Syndrome หรืออาจจะเกิดจากการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไปในผู้ที่กระพริบตาไม่สนิท หรือกระพริบตาไม่ได้

ภาพแสดงให้เห็นถึงตาแดงที่เกิดจากตาแห้งมาก

ที่มา : https://www.choateeye.com/procedures/dry-eye-treatment

ภาพแสดงให้เห็นถึงตาปกติในคนที่สุขภาพตาดีหลังการรักษาตาแห้งมาก

ที่มา : https://www.choateeye.com/procedures/dry-eye-treatment

ปัญหาที่เกิดเมื่อตาแห้งมาก

ในผู้ที่มีปัญหาตาแห้งมาก มักจะพบปัญหาดังนี้

  1. เจ็บตาจากกระจกตาถลอก เนื่องจากน้ำตาที่ช่วยในการหล่อลื่นดวงตามีไม่เพียงพอ จึงทำให้เมื่อกระพริบตา เปลือกตาจะถูกับกระจกตาโดยตรง ทำให้กระจกตาถลอกและเจ็บตาได้ ซึ่งการใส่คอนแทคเลนส์พิเศษจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เนื่องจากเมื่อใส่คอนแทคเลนส์ เปลือกตาจะถูกับเลนส์แทนที่จะถูกระจกตาโดยตรง ทำให้ไม่เจ็บตาจากกระจกตาถลอกได้

รูปภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาที่ถลอกจากผู้ที่มีปัญหาตาแห้งมาก บริเวณตรงกลางตาดำจะพบจุดที่ถลอกจำนวนมาก

ที่มา : http://www.medrounds.org/dry-eye/2006/01/general-information-symptoms-and-cause.html

  1. มองเห็นไม่ชัด การมองเห็นในตาคนปกติ แสงที่เข้าสู่ตาจะหักเหผ่านชั้นน้ำตาที่เรียบและใส ทำให้แสงที่เข้าสู่ตาเป็นเส้นตรง ทำให้มองเห็นชัด แต่ในผู้ที่มีตาแห้งมาก ชั้นน้ำตาจะไม่เรียบ ทำให้แสงที่เข้าสู่ตาจะฟุ้งกระจายไม่เป็นเส้นตรง ทำให้มองเห็นไม่ชัด นอกจากนี้อาจเกิดได้จากกระจกตามีแผล กระจกตาขุ่นจากแผลถลอกที่กระจกตา ส่งผลให้กระจกตาไม่เรียบ (Irregular Cornea) ซึ่งการใส่คอนแทคเลนส์พิเศษจะช่วยได้ เนื่องจากแสงจะถูกหักเหผ่านผิวเลนส์ที่เรียบแทนกระจกตา ทำให้มองเห็นชัดเจน และช่วยลดกระจกตาถลอกทำให้กระจกตาไม่ขุ่นได้ (แต่ไม่สามารถลดกระจกตาที่ขุ่นไปแล้วได้)
  2. ตาแดง ตาแห้งทำให้กระจกตาถลอก จึงทำให้เกิดกระบวนการอักเสบ (Inflammation) กระบวนการนี้จะทำให้เกิดการขยายตัวของเส้นเลือด เพื่อส่งเม็ดเลือดขาวมาจัดการกับเชื้อโรคและลำเลียงสิ่งจำเป็นเพื่อมาซ่อมแซมกระจกตาที่เสียหาย ดังนั้น อาการตาแดงที่คนไข้เห็น มาจากเส้นเลือดที่ตาขยายตัวนั่นเอง ซึ่งคอนแทคเลนส์พิเศษ โดยเฉพาะ Scleral Lens สามารถป้องกันกระจกตาถลอกและตาแห้งได้ ทำให้ลดอาการตาแดงได้
  3. แพ้แสง อาการแพ้แสงของคนที่มีปัญหาตาแห้งเกิดจากการฟุ้งกระเจิงของแสงที่มักจะเกิดจากสาเหตุดังนี้
  • กระจกตาขุ่น ซึ่งคอนแทคเลนส์พิเศษจะช่วยป้องกันการเกิดแผลถลอกที่กระจกตา ทำให้กระจกตาไม่ขุ่นได้
  • ผิวกระจกตาไม่เรียบ การใส่คอนแทคเลนส์พิเศษ โดยเฉพาะ Scleral Lens จะช่วยให้อาการแพ้แสงลดลงได้ เพราะแสงจะหักเหผ่านผิวเลนส์ที่เรียบแทนกระจกตา ทำให้การฟุ้งกระเจิงของแสงลดลง

ภาพแสดงที่ผู้ที่มีปัญหากระจกตาถลอกจากตาแห้งมาก (รูปซ้าย) และการใส่ Scleral Lens ในผู้ที่มีปัญหากระจกตาถลอกจากตาแห้งมาก (รูปขวา)

ที่มา : https://www.reviewofcontactlenses.com/article/scleral-lenses-an-overlooked-fix-for-dry-eye

ตาแห้งมาก (Severe Dry Eye) รุนแรงแค่ไหน

ผู้ที่เป็นตาแห้งมาก มีความเสี่ยงถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ เนื่องจากโดยปกติน้ำตาจะทำหน้าที่หล่อลื่นระหว่างกระจกตาและเปลือกตา ทำให้เปลือกตาไม่ถูกับกระจกตาโดยตรง แต่ในผู้ที่ตาแห้งมาก เมื่อกระพริบตา เปลือกตาจะถูกับกระจกตาโดยตรง เนื่องจากไม่มีชั้นน้ำตามาหล่อลื่น ทำให้กระจกตาถลอก เมื่อกระจกตาถลอกซ้ำๆเป็นเวลานาน จะทำให้ร่างกายสร้างเส้นเลือดมาที่กระจกตา (ในตาคนปกติ กระจกตาจะไม่มีเส้นเลือด) เพื่อรักษากระจกตาที่ถลอก ทำให้กระจกตาขุ่นและตาบอดในที่สุด นอกจากนี้ในผู้ที่กระพริบตาไม่สนิทหรือกระพริบตาไม่ได้ กระจกตาในส่วนที่ไม่มีน้ำตามาหล่อเลี้ยงจะแห้งและขุ่น ทำให้ตาบอดได้เช่นเดียวกัน

ภาพแสดงให้เห็นถึงกระจกตาที่ขุ่นมากจนทำให้ตาบอด เนื่องจากกระจกตาที่ขุ่นจะปิดกั้นแสงไม่ให้เข้าสู่ดวงตาได้

ที่มา : https://brucesegalmd.com/index.php/corneal-disease/

ตาแห้งมากสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ไหม

ไม่แนะนำการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มในผู้ที่มีปัญหาตาแห้งมาก เนื่องจากคอนแทคเลนส์นิ่มจะคอยดูดน้ำตาเพื่อทำให้ตัวเลนส์มีความอมน้ำอยู่เสมอ แต่สามารถใส่คอนแทคเลนส์พิเศษได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ คอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มขนาดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral Lens) เนื่องจากเลนส์จะถูกออกแบบให้เก็บน้ำไว้ใต้เลนส์เพื่อหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่ตลอดเวลา ทำให้กระจกตาไม่แห้งอีกต่อไป (การใส่ Scleral Lens เป็นการรักษาผู้ที่มีปัญหาตาแห้งมากที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง)

ภาพแสดงถึงการใส่ Scleral Lens จะเห็นว่าระหว่างบริเวณตรงกลางเลนส์ (Optic Zone) และกระจกตา (Cornea) จะมีช่องว่างเพื่อเก็บน้ำไว้ (Fluid Reservoir) ทำให้กระจกตาไม่แห้ง

ที่มา : https://mypremiereyecare.com/scleral-contact-lenses/

อ่านตัวอย่างเคสคนไข้ใส่ Scleral Lens เพื่อแก้ไขปัญหาตาแห้งเพิ่มเติม (คลิก)


เมื่อกระจกตาได้รับความเสียหายจะทำให้เกิดแผลที่กระจกตา ซึ่งสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัดตา กระจกตาติดเชื้อ หรือโรคตาต่างๆ และเมื่อกระจกตาเป็นแผล อาจทำให้กระจกตาไม่เรียบ หรือกระจกตาขุ่น ส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงได้

ปัญหาที่เกิดเมื่อมีแผลเป็นที่กระจกตา

เมื่อกระจกตามีแผลเป็นจะทำให้ผิวกระจกตามีความขุ่นและไม่เรียบ ส่งผลให้การมองเห็นแย่ลง และทำให้การใส่คอนแทคเลนส์เกิดปัญหาได้ เช่น ใส่แล้วระคายเคืองตา มองเห็นไม่ชัด เลื่อนไปมาอยู่ในตาและทำให้คอนแทคเลนส์หลุดได้ง่าย ฯลฯ ซึ่งปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้โดยผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะ และหมอเบิร์ดซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์ สามารถแก้ไขปัญหาของท่านให้กลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงหรือชัดเจนเทียบเท่าคนปกติได้ เนื่องจากมีเลนส์ที่หลากหลายและมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยระดับโลก ซึ่งหมอเบิร์ดจะทำการวินิจฉัยสาเหตุที่ทำให้คนไข้มองเห็นไม่ชัด ซึ่งการแก้ไขจะแตกต่างกันตามสาเหตุดังนี้

  1. หากเกิดจากกระจกตาไม่เรียบ จะแก้ไขโดยให้คนไข้ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม เช่น Scleral Lens  RGP Lens  Hybrid Lens ฯลฯ ซึ่งอาจทำให้คนไข้เห็นชัดขึ้นได้
  2. หากเกิดจากกระจกตาขุ่น จะแก้ไขโดยส่งต่อให้จักษุแพทย์เพื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา
  3. หากเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น โรคตาต่างๆ จะแก้ไขโดยการตรวจหาสาเหตุและส่งต่อให้จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านโรคนั้นๆ เพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป

แผลเป็นที่กระจกตาสามารถรักษาและแก้ไขได้

การได้รับการรักษาที่ถูกต้องสามารถทำให้คนไข้มีโอกาสกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนปกติ



กระจกตาย้วยและการใส่ Ring (Keratoconus with intracorneal ring)

การใส่ Ring (วงแหวน) ในผู้ป่วยที่มีกระจกตาย้วย เป็นการผ่าตัดเพื่อทำให้กระจกตาแข็งแรงขึ้น และลดความเอียงของกระจกตา ทำให้การมองเห็นของคนไข้ดีขึ้น ซึ่งจักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการกระจกตาย้วยรุนแรง กระจกตายังมีความใสอยู่ และในผู้ป่วยที่ใส่แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์แล้วการมองเห็นยังไม่ชัดเจน

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/conditions/inserts.htm

หลังผ่าตัดใส่ Ring ยังสามารถใส่คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็งคู่เดิมได้ไหม?

หลังผ่าตัดใส่ Ring จะไม่สามารถกลับไปใส่คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งนิ่มกึ่งแข็งที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ (Corneal RGP Lens) ได้ แม้จะทำคอนแทคเลนส์กึ่งนิ่มกึ่งแข็งที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำคู่ใหม่ เนื่องจากรูปร่างของกระจกตามีการเปลี่ยนแปลง และความแข็งของ Ring จะทำให้คอนแทคเลนส์หลุดออกจากตาดำได้ง่าย

ในกรณีหลังผ่าตัดใส่ Ring แล้ว คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดคือ คอนแทคเลนส์กึ่งนิ่มกึ่งแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่าตำดำ (Scleral Lens) เพราะคอนแทคเลนส์จะสัมผัสที่ตาขาว ไม่มีส่วนใดของคอนแทคเลนส์สัมผัสที่ตาดำ คอนแทคเลนส์จะหลุดจากตายาก ทำให้มีความปลอดภัยและความสบายตา นอกจากนี้ยังทำให้มองเห็นชัดเจนขึ้นอีกด้วย

หากตาขาวไม่เรียบ มีต้อลม ต้อเนื้อ หรือมีแผลเป็นที่ตาขาว สามารถใส่คอนแทคเลนส์กึ่งนิ่มกึ่งแข็งที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำได้ไหม?

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาขาวไม่เรียบ มีต้อลม ต้อเนื้อ หรือมีแผลเป็นที่ตาขาว หมอเบิร์ดสามารถวินิจฉัยเพื่อหาคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้ได้ เพราะมีเครื่องสแกนผิวดวงตาสามมิติที่ทันสมัยระดับโลก สามารถสแกนได้ครอบคลุมทั้งตาดำและตาขาว ทำให้ได้ข้อมูลเพื่อออกแบบคอนแทคเลนส์สำหรับคนไข้แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

ดร. วุฒิพงษ์ พึงพิพัฒน์ (ดร.เบิร์ด) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาและคอนแทคเลนส์ (O.D., M.Sc., FIAO, FAAOMC)



การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา (Corneal Transplantation)

การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา เป็นการผ่าตัดที่จักษุแพทย์จะพิจารณาเปลี่ยนกระจกตาให้คนไข้จากหลายสาเหตุ เช่น ผู้ที่มีกระจกตาโป่งพอง กระจกตาขุ่น กระจกตามีแผลเป็น กระจกตาทะลุ กระจกตาติดเชื้อ ฯลฯ

ที่มา : https://www.chestercountyeyecare.com/cornea/transplant/

หลังผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้วจะทำให้มองเห็นชัดเท่าคนปกติไหม?

หลังผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้ว ถึงแม้กระจกตาใหม่จะดูใส แต่ผู้ป่วยมักจะยังมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่าคนทั่วไป เนื่องจากกระจกตาใหม่มักจะไม่เรียบ ทำให้เกิดค่าสายตาเอียง (Irregular Astigmatism) ที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยแว่นสายตาได้ทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพเป็นเงาซ้อน ซึ่งในกรณีนี้ การแก้ไขที่จะทำให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการใส่คอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral Lens) เนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่าตาดำ และเลนส์ไม่สัมผัสกับตาดำ ทำให้ไม่ระคายเคืองตา และเลนส์ยังหลุดจากตาได้ยากอีกด้วย

แต่ในกรณีที่คนไข้เคยใช้คอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มก่อนผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา หลังทำการผ่าตัดแล้วคนไข้จะไม่สามารถกลับไปใช้คอนแทคเลนส์เดิมได้อีก โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดเล็กกว่าตาดำ (Corneal RGP Lens) เนื่องจากเลนส์เดิมจะไม่พอดีกับกระจกตาใหม่นั่นเอง

หลังผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาแล้วมีตาขาวไม่เรียบร่วมด้วย สามารถใส่คอนแทคเลนส์กึ่งนิ่มกึ่งแข็งชนิดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral Lens) ได้ไหม?

สำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาขาวไม่เรียบ มีต้อลม ต้อเนื้อ หรือมีแผลเป็นที่ตาขาว หมอเบิร์ดสามารถวินิจฉัยเพื่อหาคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้ได้ เพราะมีเครื่องสแกนผิวดวงตาสามมิติที่ทันสมัยระดับโลก สามารถสแกนได้ครอบคลุมทั้งตาดำและตาขาว ทำให้ได้ข้อมูลเพื่อออกแบบคอนแทคเลนส์สำหรับคนไข้แต่ละคนได้อย่างเหมาะสม

ดร. วุฒิพงษ์ พึงพิพัฒน์ (ดร.เบิร์ด) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาและคอนแทคเลนส์ (O.D., M.Sc., FIAO, FAAOMC)



กระจกตาคืออะไร?

กระจกตา (Cornea) คือส่วนหนึ่งของดวงตา มีลักษณะโค้งและโปร่งใส คลุมอยู่ด้านหน้าสุดตรงบริเวณตาดำ ทำหน้าที่หักเหแสงที่เข้าสู่ดวงตา ถ้าความโค้งของกระจกตาเหมาะสม แสงที่เข้าสู่ดวงตาก็จะหักเหพอดีทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าความโค้งกระจกตาไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีปัญหาสายตาและมองเห็นไม่ชัดเจน

ภาพแสดงให้เห็นถึงแสงที่ตกสู่จอประสาทตาพอดีทำให้มองเห็นได้ชัดเจน

ที่มา : http://www.iwearoptical.com/what-is-emmetropia

ในคนปกติกระจกตาจะมีความหนาประมาณ 520 ไมครอน ซึ่งกระจกตาแบ่งได้ทั้งหมด 5 ชั้นดังนี้

1. Epithelium เป็นชั้นที่อยู่ด้านนอกสุดโดยทั่วไปหากกระจกตามีรอยถลอก มักจะเป็นที่ชั้นนี้ ซึ่งจะสามารถหายเป็นปกติได้ภายใน 7 วัน

2. Basement membrane เป็นชั้นเนื้อเยื่อรองรับผิว

3. Stroma มีความหนามากที่สุดของกระจกตา เมื่อชั้นนี้เกิดความเสียหายจะทำให้กระจกตาเป็นแผล ดูเป็นสีขาวขุ่นไม่ใสเหมือนคนปกติ

4. Descemet’s membrane เป็นชั้นที่มีความยืดหยุ่นสูง

5. Endothelial cell เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากกระจกตาเพื่อป้องกันไม่ให้กระจกตาบวมน้ำ

นอกจากนี้โดยธรรมชาติกระจกตามักจะมีความโค้งในแนวตั้งและแนวนอนไม่เท่ากัน หากความแตกต่างของความโค้งทั้งสองแนวนี้ต่างกันมาก จะทำให้เกินค่าสายตาผิดปกติชนิดหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือสายตาเอียง (Astigmatism)

ที่มา : http://www.allaboutvision.com/resources/cornea.htm

กระจกตาบางคืออะไร?

กระจกตาบาง คือ ความหนาของกระจกตามีไม่ถึง 520 ไมครอน ซึ่งมักจะเกิดจากโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) เพราะยิ่งกระจกตามีความนูนมาก ส่วนที่นูนออกมาก็จะยิ่งบางลง

ทำไมกระจกตาบางทำ LASIK ไม่ได้?

กระจกตาบางไม่สามารถทำ LASIK ได้ เพราะการทำ LASIK เป็นการผ่าตัดที่ทำให้กระจกตาบางลง สำหรับคนที่กระจกตาบางอยู่แล้ว การทำเลสิกจะทำให้กระจกตาบางลงไปอีก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระจกตาย้วยหลังทำเลสิก (Post Lasik Corneal Ectasia) หรือกระจกตาขุ่นได้ นอกจากการทำเลสิกแล้ว การผ่าตัดแก้ไขสายตาอื่นๆที่มีการทำให้กระจกตาบางลง หรือมีความแข็งแรงน้อยลง ก็ไม่เหมาะกับคนกระจกตาบางเช่นเดียวกัน การผ่าตัดดังกล่าวเช่น PRK , Relex , RK , etc.

การแก้ไขสายตาสาหรับคนกระจกตาบาง

การแก้ไขสายตาสำหรับผู้ที่กระจกตาบาง สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  1. การใส่แว่นสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น
  2. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด
  3. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งตัด (Soft custom contact lenses) คือคอนแทคเลนส์นิ่มที่ถูกสั่งตัดพิเศษให้เฉพาะบุคคลนั้นๆเพียงคนเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเยอะมากและไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด หรือมีขนาดของดวงตาที่ไม่พอดีกับเลนส์ที่มีขายทั่วไป
  4. Corneal RGP lens คือคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ
  5. OK Lens (Orthokeratology lenses, Ortho-K Lens) เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษ ใส่เฉพาะตอนนอนเพื่อปรับความโค้งของกระจกตา ส่งผลให้หลังจากตื่นนอนและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว สามารถมองเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องใส่แว่น นอกจากนี้ยังช่วยชะลอหรือหยุดสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
  6. Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางเป็นเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม และบริเวณขอบเลนส์เป็นเลนส์นิ่ม เพื่อให้ใส่แล้วสบายตาและได้ความคมชัด
  7. Scleral lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ ช่วยในเรื่องตาแห้งจากการใส่คอนแทคเลนส์ กระจกตาย้วย (Keratoconus) และช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น
  8. การผ่าตัด (Surgery) โดยการใส่เลนส์เสริม ICL (Implatable Contact Lens)

โดยการตรวจตาอย่างละเอียดและซักประวัติสอบถามถึงกิจกรรมและลักษณะการใช้สายตา จะทำให้สามารถแนะนำการแก้ไขที่เหมาะสมได้



อุปกรณ์ที่ใช้กับคอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์พิเศษแต่ละชนิด มีวิธีการใส่-ถอดที่ต่างกัน อีกทั้งยังมีตัวช่วยที่ทำให้ใส่-ถอดได้มากขึ้น หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์เสริมต่างๆที่ควรจะมี เพื่อให้การใส่-ถอดสะดวกมากขึ้น บทความนี้เราจึงรวบรวมอุปกรณ์ช่วยต่างๆที่ควรมี ดังต่อไปนี้

1. ตัวจุ๊บแบบมีรู ใช้สำหรับใส่และถอดคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ (Scleral Lens)

2. ตัวจุ๊บแบบไม่มีรู ใช้สำหรับการถอดคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ (Corneal RGP Lens) และ Ok-Lens (Ortho-K Lens)

3. ตลับทำความสะอาดคราบโปรตีน ใช้คู่กับน้ำยาล้างคราบโปรตีน (Progent) คอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มทุกชนิดต้องมีการทำความสะอาดคราบโปรตีนทุก 1-2 เดือน เพราะคราบโปรตีนจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ใส่เลนส์แล้วเห็นภาพมัวขึ้นได้

 

4. ตลับสำหรับทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ ใช้คู่กับน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ Clear Care สามารถใช้ได้ทั้งกับคอนแทคเลนส์นิ่ม และคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม

5. โคมไฟ LED พร้อมกระจกกำลังขยายสูงแบบชาร์จไฟได้ มีประโยชน์ดังนี้

  • ใช้ดูขณะใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ เพื่อช่วยให้มองเห็นดวงตาชัดเจนขึ้น
  • ใช้ในการตรวจสอบดูว่าหลังใส่ Scleral Lens แล้วมีฟองอากาศอยู่ภายใต้เลนส์หรือไม่ เนื่องจากฟองอากาศที่เล็กมาก กระจกทั่วไปจะสังเกตเห็นได้ค่อนข้างยาก จึงควรใช้กระจกที่มีกำลังขยายสูง
  • หากรู้สึกคันตา สามารถหาเศษฝุ่นหรือเศษฝุ่นเข้าตาได้ง่ายขึ้น
  • ในคนสายตายาว สามารถใช้เพื่อแต่งหน้า เสริมสวยได้
  • ตัวโคมไฟสามารถปรับเพิ่มหรือลดความสว่างเพื่อช่วยให้ใส่เลนส์ได้ง่ายขึ้น
  • สามารถใช้งานขณะชาร์จได้

6. ถาดกันเลนส์ตก (ช่วยป้องกันเลนส์ตกพื้นเมื่อใส่คอนแทคเลนส์พลาด)



คอนแทคเลนส์คืออะไร และมีกี่ชนิด?

                 คอนแทคเลนส์คือพลาสติกใส มีลักษณะวงกลมคล้ายถ้วย ใส่เพื่อความสวยงาม การใช้ทางการแพทย์ และแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ ได้แก่ สายตาสั้น (Myopia), สายตาเอียง (Astigmatism), สายตายาวตั้งแต่เกิด (Hyperopia), และสายตายาวตามวัย (Presbyopia)

โดยชนิดของคอนแทคเลนส์หากแบ่งตามวัสดุ มี 3 ชนิด ได้แก่

1. คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม (Soft contact lens)

คอนแทคเลนส์นิ่มเป็นชนิดที่หาซื้อง่ายที่สุด มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ มีทั้งแบบรายวัน รายเดือน และรายสองสัปดาห์ ซึ่งคอนแทคเลนส์นิ่มนั้น สามารถแบ่งได้อีก 2 ชนิด คือ

    1. Hydrogelคอนแทคเลนส์นิ่มที่มีค่าความอมน้ำสูง (High water content) ทำให้ตัวคอนแทคเลนส์มีความนิ่มมาก และออกซิเจนซึมผ่านเข้าตัวคอนแทคเลนส์ได้น้อย จึงทำให้ไม่เหมาะที่จะใส่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน เนื่องจากจะทำให้ตาแห้งมากและตาแดงได้
    2. Silicone Hydrogelคอนแทคเลนส์นิ่มที่มีค่าความอมน้ำต่ำกว่าชนิด Hydrogel แต่ออกซิเจนสามารถซึมผ่านเข้าตัวคอนแทคเลนส์ได้ดีกว่ามาก ดีต่อสุขภาพตา ทำให้สามารถใส่ได้นานกว่าชนิด Hydrogel แต่ก็ไม่ควรใส่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน

ที่มา : https://ocyvision.lumpineemuaythai.com/1-day-ocula/

2. คอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็ง (RGP lens, Scleral lens)

มีทั้งขนาดเล็กกว่าตาดำ และใหญ่กว่าตาดำ การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดเล็กกว่าตาดำ ช่วงใส่ครั้งแรกจะรู้สึกเคืองตาอยู่เล็กน้อย แต่ข้อดีคือสามารถป้องกันเรื่องตาแห้งจากการใส่คอนแทคเลนส์ได้ และได้ความคมชัดที่มากกว่าแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์แบบนิ่มในกลุ่มคนที่มีค่าสายตาเยอะ

ที่มา : http://www.precisionfamilyeyecare.com/specialty-contact-lenses/

3.ไฮบริดเลนส์ (Hybrid lens)

เป็นคอนแทคเลนส์ที่รวมข้อดีของคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งและนิ่มมารวมกัน คือ โซนตรงกลางคอนแทคเลนส์จะเป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม และบริเวณขอบคอนแทคเลนส์จะเป็นชนิดนิ่ม

ที่มา : https://www.youreyecarecenter.com/

ทั้งนี้ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ครั้งแรก ควรปรึกษานักทัศนมาตร หรือจักษุแพทย์ เพื่อทำการตรวจประเมินสุขภาพตาก่อนใส่คอนแทคเลนส์ แะเลือกชนิดคอนแทคเลนส์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล




Contact us


Send us an email

drbird@gmail.com


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP/


Line@

@drbirdcl



Video



Contact us


Call us

Rutnin-Gimbel Lasik Center : 02-056-3355
Doctor Vision : 02-734-0911, 081-7344552


Visit us

Rutnin-Gimbel Lasik Center
Doctor Vision (Bangkapi)


Send us an email

drbirdcl@gmail.com




Social networks


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP


Chat with us

Line : @drbirdcl




Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.





Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.