บทความ

บทความน่าสนใจ

สาระความรู้เกี่ยวกับสายตาที่เราอัพเดทให้คุณได้ติดตาม เพื่อประโยชน์กับตัวคุณเองและครอบครัว และคนที่ท่านรัก

เป็นบทความที่เขียนด้วยนายแพทย์ เชี่ยวชาญเฉพาะทาง


ค่าสายตากลับมาสั้นหรือกลับมาเอียงหลังทำเลสิก

            ส่วนใหญ่หลังจากทำเลสิกแล้วค่าสายตาที่ผิดปกติมักจะหายไปจนหมด หรือเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปพบว่า มีผู้ป่วยหลายคนอาจจะกลับมามีปัญหาค่าสายตาผิดปกติได้อีกครั้ง

ขั้นตอนการทำเลสิก (LASIK)

            การทำเลสิกจะต้องผ่านการพิจารณาของจักษุแพทย์ก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาจากหลายสาเหตุ เช่น อายุ ความหนาของกระจกตาเพียงพอกับค่าสายตาที่จะแก้ไขหรือไม่ ไม่มีโรคทางกระจกตา เช่น กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนการทำเลสิกมีดังนี้

  1. การแยกชั้นกระจกตา และทำการเปิดผิวกระจกตาขึ้นมาเพื่อที่จะทำการยิงเลเซอร์ในขั้นตอนต่อไป

  1. การยิงเลเซอร์ลงไปในชั้น Stroma ของกระจกตา เพื่อทำการปรับเปลี่ยนความโค้งตามค่าสายตาที่ได้คำนวนไว้ ซึ่งขั้นตอนนี้จะทำให้กระจกตาบางลง

  1. หลังจากยิงเลเซอร์เพื่อปรับเปลี่ยนความโค้งกระจกตาเรียบร้อยแล้ว จักษุแพทย์จะนำผิวของกระจกตาที่เปิดค้างไว้กลับมาไว้ในตำแหน่งเดิม โดยจะครอบอยู่เหนือบริเวณที่ทำการยิงเลเซอร์พอดี

ที่มา : https://eent.co.th/lasik/meaning/

การทำเลสิก (LASIK) สามารถทำได้กี่ครั้ง?

การทำเลสิกขึ้นอยู่กับความหนาของกระจกตา หากคนไข้ที่ทำเลสิกครั้งแรกแล้วกลับมามีปัญหาเรื่อง ค่าสายตาผิดปกติอีก จักษุแพทย์จะพิจารณาความหนากระจกตาของคนไข้ที่เหลือจากการทำเลสิกครั้งแรก หากความหนาของกระจกตายังเหลือหนาพอ คนไข้อาจจะสามารถทำเลสิกซ้ำอีกครั้งได้ แต่หากคนไข้มีกระจกตาที่บางลงมากจนไม่สามารถทำเลสิกซ้ำได้ อาจจะแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติด้วยวิธีอื่น เช่น

  1. การใส่แว่นสายตา เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่คนไข้ที่เลือกทำเลสิกเนื่องจากไม่ชอบใส่แว่นสายตา โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ เนื่องจากเลนส์แว่นตาจะมีขนาดหนาและหนัก
  2. การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาด อาจจะใส่ได้ในคนที่รูปร่างของกระจกตาไม่เปลี่ยนแปลงจนต่างจากคนปกติมากนัก ในผู้ที่ทำเลสิกแก้ไขค่าสายตาเยอะ รูปร่างของกระจกตาจะยิ่งต่างจากคนปกติมาก ทำให้การใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปจะใส่ได้ไม่พอดี ซึ่งสังเกตได้โดยที่ หากคนไข้ใส่แล้วมีอาการไม่สบายตา เลนส์เลื่อนไปเลื่อนมา ใส่คอนแทคเลนส์ค่าสายตาถูกต้องแต่มองเห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฯลฯ ดังนั้นการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มจึงควรได้รับการตรวจตาโดยผู้เชี่ยวชาญว่าสามารถใส่ได้หรือไม่
  3. โอเคเลนส์ (Orthokeratology Lens) (Ortho – K Lens) นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่ไม่ชอบใส่แว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน เนื่องจากโอเคเลนส์เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษที่ใส่เฉพาะเวลานอนเท่านั้น โดยเลนส์จะแก้ค่าสายตาที่เหลือจากการทำเลสิกได้ แต่การใส่โอเคเลนส์สำหรับผู้ที่เคยทำเลสิกมาแล้วนั้นจะยากกว่าคนปกติ เพราะการใส่โอเคเลนส์นั้นขึ้นอยู่กับความโค้งกระจกตา หากกระจกตามีความนูนมาก หรือแบนมาก มักจะทำให้ใส่ยากมากขึ้น ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจใส่เลนส์กดตา จะต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญก่อนว่าการโอเคเลนส์จะมีโอกาสแก้ไขค่าสายตาผิดปกติที่เหลือได้เท่าใด
  4. คอนแทคเลนส์สั่งตัดชนิดต่างๆ เช่น Scleral Lens, Hybrid Lens, RGP Lens, Semi-hard Lens, GP Lens, เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม, Custom Soft Lens  for post LASIK (เลนส์นิ่มสั่งตัดเฉพาะผู้ที่เคยทำเลสิก) ฯลฯ คอนแทคเลนส์ทุกชนิดที่กล่าวมาสามารถใช้กับผู้ที่เคยทำเลสิกมาได้ทั้งหมด เพียงแต่ต้องผ่านการตรวจประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อแนะนำคนไข้ว่าเหมาะสมกับคอนแทคเลนส์ชนิดใดมากที่สุด

ภาพแสดงให้เห็นถึงการใส่ Corneal Lens และย้อมสีด้วย Fluorescent เพื่อดูความพอดีของคอนแทคเลนส์ในคนไข้ที่ทำการผ่าตัดเลสิกมาแล้ว พบว่าบริเวณตรงกลางตาดำจะเห็นสีที่ย้อมได้ชัดเจนกว่าบริเวณอื่น (Central pooling)  เนื่องจากกระจกตาบริเวณตรงกลางจะแบนมากหลังทำเลสิก ทำให้มีช่องว่างระหว่างกระจกตาและเลนส์มากนั่นเอง ในกรณีนี้อาจจะต้องใช้คอนแทคเลนส์ที่มีผิวหลังแบบ Reverse Geometry เพื่อลดช่องว่างระหว่างกระจกตากับคอนแทคเลนส์

ภาพแสดงแผนที่กระจกตา (Corneal Mapping) ของคนไข้ที่ทำเลสิกแก้ไขสายตาสั้นมาแล้ว จะเห็นว่าความโค้งกระจกตา (Axial / Sagittal Curvature) ในรูปซ้ายบนบริเวณตรงกลางคือ 34.9 D ซึ่งนับว่ากระจกตาแบนมาก นอกจากนี้ความหนาของกระจกตา (Corneal Thickness) ในรูปซ้ายล่างบริเวณตรงกลางคือ 442 ไมครอน (ความหนาของกระจกตาปกติจะไม่ต่ำกว่า 520 ไมครอน ถ้าต่ำกว่านี้ถือว่ากระจกตาบาง)



คอนแทคเลนส์พิเศษ

เป็นคอนแทคเลนส์สั่งตัดเฉพาะ เพื่อให้เหมาะสมกับดวงตาและค่าสายตาที่ไม่สามารถใส่เลนส์ตามท้องตลาดได้ และไม่ใช่คอนแทคเลนส์นิ่มที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป

คอนแทคเลนส์พิเศษหากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน มี 6 ชนิด

1. Ok-Lens (Orthokeratology Lens, Ortho-K Lens)

Ok-Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ใส่เฉพาะเวลานอนหลับ เพราะ Ok-Lens จะไปปรับความโค้งกระจกตาแบบชั่วคราว เพื่อแก้ไขค่าสายตาผิดปกติ หลังจากตื่นและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว ผู้ใส่จะสามารถมองเห็นใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนที่มีค่าสายตาปกติ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในคนไข้ที่ค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี หรือมีปัญหาต้องเปลี่ยนแว่นสายตาทุกปีเนื่องจากค่าสายตาเพิ่ม เพราะ Ok-Lens จะช่วยควบคุมสายตาสั้นให้เพิ่มช้าลง หรือหยุดเพิ่มได้

ที่มา : https://eyecingonthecake.com/2019/11/29/orthokeratology/

Ok-Lens ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าสามารถใส่นอนได้อย่างปลอดภัย อีกทั้งออกซิเจนยังสามารถซึมผ่านได้สูง เนื่องจาก Ok-Lens ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใส่ขณะนอนหลับโดยเฉพาะ อ้างอิงจาก https://www.aaojournal.org/article/S0161-6420(18)33073-2/pdf

2. Scleral Lens

Scleral Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาตาแห้ง กระจกตาไม่เรียบ กระจกตาโป่งพอง กระจกตาย้วย ผู้ป่วยที่มีปัญหาค่าสายตาเยอะ ผู้ป่วยที่มีปัญหาการมองเห็นหลังการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา ฯลฯ ซึ่งปัญหาที่กล่าวมาแม้จะแก้ไขด้วยแว่นสายตา หรือคอนแทคเลนส์นิ่มแล้วก็ยังมองเห็นไม่ชัดเจนเท่าคนปกติ แต่ Scleral Lens จะทำให้ผู้ใส่สามารถกลับมามองเห็นได้ใกล้เคียงหรือเทียบเท่าคนปกติได้ นอกจากนี้ Scleral Lens ยังเป็นคอนแทคเลนส์ที่ใส่สบายตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง และหลุดออกจากตาได้ยาก เพราะตัวเลนส์จะสัมผัสเฉพาะตาขาว ไม่สัมผัสโดนตาดำหรือกระจกตา

ภาพตัวอย่างการใส่ Scleral Lens ในผู้ป่วยกระจกตาโป่ง (Keratoconus) ที่ Scleral lens ไม่สัมผัสโดนกระจกตา (Cornea)

ที่มา : https://www.allaboutvision.com/contacts/scleral-lenses.htm

3. Corneal RGP Lens (Gas Permeable)

Corneal RGP Lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ ซึ่งออกซิเจนสามารถซึมผ่านได้สูง สามารถแก้ไขปัญหาค่าสายตาผิดปกติเยอะได้ดีกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม มีโอกาสตาเจ็บตาแดงจากการติดเชื้อยากกว่าคอนแทคเลนส์นิ่ม และไม่ทำให้ตาแห้งขณะใส่คอนแทคเลนส์ จึงทำให้มีสุขภาพตาดีกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่ม แต่การปรับตัวในช่วงแรกของการใส่เลนส์อาจจะยากกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดอื่นๆเพราะตัวเลนส์จะสัมผัสที่ตาดำ ทำให้รู้สึกไม่สบายตาในครั้งแรกที่ใส่คอนแทคเลนส์ โดย Corneal RGP Lens แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. Sphere corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้งเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงน้อยกว่า 2.00 D
  2. Toric corneal lens : ผิวหลังของเลนส์มีความโค้ง 2 แนวแกน เพื่อแก้ไขค่าสายเอียงที่เกิดบนกระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงมากกว่า 2.00 D
4. Hybrid Lens

Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางของตัวเลนส์เป็นชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม แต่รอบๆของตัวเลนส์เป็นชนิดนิ่ม ผลิตมาเพื่อแก้ไขข้อเสียของ Corneal RGP Lens ทำให้ผู้ใส่รู้สึกสบายตามากกว่าการใส่ Corneal RGP Lens และสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าการใส่คอนแทคเลนส์นิ่มอีกด้วย

ที่มา : https://www.opticianonline.net/cet-archive/4659

วิธีการใช้งาน Hybrid Lens เบื้องต้น

 

5. Custom Soft Lens

Custom Soft Lens คือ คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งทำพิเศษสำหรับบุคคล มอบความสบายตาและการมองเห็นที่ชัดขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนไข้ที่มีค่าสายตาเยอะ ไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไปตามท้องตลาดได้ และไม่ชอบใส่เลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม

ที่มา : https://artmostoceania.com.au/product/artmost-soft-ok-monthly-disposable/

นอกจากนี้ Custom Soft Lens ยังสามารถสั่งทำเป็นคอนแทคเลนส์นิ่มสำหรับคุมสายตาสั้น (Soft Ok Lens) ได้ ซึ่ง Soft Ok Lens นั้นมีวิธีการใส่เหมือนคอนแทคเลนส์นิ่มทั่วไป ใช้ใส่ขณะตื่นนอน สามารถคุมสายตาสั้นได้ใกล้เคียงกับ Ortho-K Lens  แต่เงื่อนไขสำหรับการใส่ Soft Ok Lens นั้นจะต้องดูหลายปัจจัย เช่น ขนาดรูม่านตา (Pupil) การใช้ชีวิตในแต่ละวัน และค่าสายตา เป็นต้น

6. คอนแทคเลนส์ที่ได้จากการสแกนผิวดวงตา 3 มิติ 

เป็นการสั่งตัดคอนแทคเลนส์ตามข้อมูลและค่าพารามิเตอร์ต่างๆจากการสแกนดวงตาด้วยเครื่องแสกนตา 3 มิติ เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงตามากที่สุด โดยทำได้ทั้งเลนส์ขนาดเล็กและใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OK lens, Scleral lens หรือ Corneal RGP lens แต่ยกเว้น Custom soft contact lens


ศึกษาข้อมูลเลนส์ต่างๆ เพิ่มเติม



กระจกตาคืออะไร?

กระจกตา (Cornea) คือส่วนหนึ่งของดวงตา มีลักษณะโค้งและโปร่งใส คลุมอยู่ด้านหน้าสุดตรงบริเวณตาดำ ทำหน้าที่หักเหแสงที่เข้าสู่ดวงตา ถ้าความโค้งของกระจกตาเหมาะสม แสงที่เข้าสู่ดวงตาก็จะหักเหพอดีทำให้เรามองเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าความโค้งกระจกตาไม่เหมาะสม ก็จะทำให้เรามีปัญหาสายตาและมองเห็นไม่ชัดเจน

ภาพแสดงให้เห็นถึงแสงที่ตกสู่จอประสาทตาพอดีทำให้มองเห็นได้ชัดเจน

ที่มา : http://www.iwearoptical.com/what-is-emmetropia

ในคนปกติกระจกตาจะมีความหนาประมาณ 520 ไมครอน ซึ่งกระจกตาแบ่งได้ทั้งหมด 5 ชั้นดังนี้

1. Epithelium เป็นชั้นที่อยู่ด้านนอกสุดโดยทั่วไปหากกระจกตามีรอยถลอก มักจะเป็นที่ชั้นนี้ ซึ่งจะสามารถหายเป็นปกติได้ภายใน 7 วัน

2. Basement membrane เป็นชั้นเนื้อเยื่อรองรับผิว

3. Stroma มีความหนามากที่สุดของกระจกตา เมื่อชั้นนี้เกิดความเสียหายจะทำให้กระจกตาเป็นแผล ดูเป็นสีขาวขุ่นไม่ใสเหมือนคนปกติ

4. Descemet’s membrane เป็นชั้นที่มีความยืดหยุ่นสูง

5. Endothelial cell เป็นชั้นที่อยู่ด้านในสุด ทำหน้าที่ดูดน้ำออกจากกระจกตาเพื่อป้องกันไม่ให้กระจกตาบวมน้ำ

นอกจากนี้โดยธรรมชาติกระจกตามักจะมีความโค้งในแนวตั้งและแนวนอนไม่เท่ากัน หากความแตกต่างของความโค้งทั้งสองแนวนี้ต่างกันมาก จะทำให้เกินค่าสายตาผิดปกติชนิดหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือสายตาเอียง (Astigmatism)

ที่มา : http://www.allaboutvision.com/resources/cornea.htm

กระจกตาบางคืออะไร?

กระจกตาบาง คือ ความหนาของกระจกตามีไม่ถึง 520 ไมครอน ซึ่งมักจะเกิดจากโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) เพราะยิ่งกระจกตามีความนูนมาก ส่วนที่นูนออกมาก็จะยิ่งบางลง

ทำไมกระจกตาบางทำ LASIK ไม่ได้?

กระจกตาบางไม่สามารถทำ LASIK ได้ เพราะการทำ LASIK เป็นการผ่าตัดที่ทำให้กระจกตาบางลง สำหรับคนที่กระจกตาบางอยู่แล้ว การทำเลสิกจะทำให้กระจกตาบางลงไปอีก ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระจกตาย้วยหลังทำเลสิก (Post Lasik Corneal Ectasia) หรือกระจกตาขุ่นได้ นอกจากการทำเลสิกแล้ว การผ่าตัดแก้ไขสายตาอื่นๆที่มีการทำให้กระจกตาบางลง หรือมีความแข็งแรงน้อยลง ก็ไม่เหมาะกับคนกระจกตาบางเช่นเดียวกัน การผ่าตัดดังกล่าวเช่น PRK , Relex , RK , etc.

การแก้ไขสายตาสาหรับคนกระจกตาบาง

การแก้ไขสายตาสำหรับผู้ที่กระจกตาบาง สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้

  1. การใส่แว่นสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น
  2. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด
  3. การใช้คอนแทคเลนส์นิ่มสั่งตัด (Soft custom contact lenses) คือคอนแทคเลนส์นิ่มที่ถูกสั่งตัดพิเศษให้เฉพาะบุคคลนั้นๆเพียงคนเดียว ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเยอะมากและไม่สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด หรือมีขนาดของดวงตาที่ไม่พอดีกับเลนส์ที่มีขายทั่วไป
  4. Corneal RGP lens คือคอนแทคเลนส์ชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดเล็กกว่าตาดำ
  5. OK Lens (Orthokeratology lenses, Ortho-K Lens) เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มชนิดพิเศษ ใส่เฉพาะตอนนอนเพื่อปรับความโค้งของกระจกตา ส่งผลให้หลังจากตื่นนอนและถอดคอนแทคเลนส์แล้ว สามารถมองเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องใส่แว่น นอกจากนี้ยังช่วยชะลอหรือหยุดสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้อีกด้วย
  6. Hybrid Lens เป็นคอนแทคเลนส์ที่บริเวณตรงกลางเป็นเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่ม และบริเวณขอบเลนส์เป็นเลนส์นิ่ม เพื่อให้ใส่แล้วสบายตาและได้ความคมชัด
  7. Scleral lens เป็นคอนแทคเลนส์กึ่งแข็งกึ่งนิ่มที่มีขนาดใหญ่กว่าตาดำ ช่วยในเรื่องตาแห้งจากการใส่คอนแทคเลนส์ กระจกตาย้วย (Keratoconus) และช่วยให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น
  8. การผ่าตัด (Surgery) โดยการใส่เลนส์เสริม ICL (Implatable Contact Lens)

โดยการตรวจตาอย่างละเอียดและซักประวัติสอบถามถึงกิจกรรมและลักษณะการใช้สายตา จะทำให้สามารถแนะนำการแก้ไขที่เหมาะสมได้




Contact us


Send us an email

drbird@gmail.com


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP/


Line@

@drbirdcl



Video



Contact us


Call us

Rutnin-Gimbel Lasik Center : 02-056-3355
Doctor Vision : 02-734-0911, 081-7344552


Visit us

Rutnin-Gimbel Lasik Center
Doctor Vision (Bangkapi)


Send us an email

drbirdcl@gmail.com




Social networks


Facebook

https://www.facebook.com/DrBirdVP


Chat with us

Line : @drbirdcl




Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.





Copyright by BoldThemes 2018. All rights reserved.